อาหารเสริม เพื่อสุขภาพของวัยรุ่น

อาหารเสริม เพื่อสุขภาพของวัยรุ่น

อาหารเสริม เพื่อสุขภาพของวัยรุ่น

อาหารเสริม เพื่อสุขภาพของวัยรุ่น – อาหารเสริมสำหรับวัยรุ่น วัยรุ่นเป็นวัยที่ต้องการพลังงานจากอาหารมากเป็นพิเศษ เพราะเป็นวัยที่ร่างกายกำลังมีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ซึ่งส่วนใหญ่มีผลมาจากฮอร์โมน เด็กผู้ชายจะมีกล้ามเนื้อเพิ่มมากขึ้น ในเด็กผู้หญิงก็เป็นช่วงวัยที่เริ่มทีประจำเดือนหรือมีสิวเกิดขึ้น ดังนั้นในวัยนี้นอกจากการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่อย่างถูกต้องแล้ว ยังอาจจะต้องดูแลอาหารบางอย่างเป็นพิเศษ เพื่อช่วยส่งเสริมหรือแก้ปัญหาสภาวะที่เปลี่ยนไปของร่างกาย วัยรุ่นเป็นช่วงอายุที่มีความพิเศษทั้งร่าง กายและจิตใจ เป็นวัยที่เชื่อว่าความสวย-ความหล่อเป็นสิ่งสำคัญสุด เพื่อสร้างจุดสนใจต่อเพศตรงข้าม จนบางครั้งละเลยสิ่งสำคัญที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะก้าวเติบโตเป็นผู้ใหญ่ โดยเฉพาะความสำคัญของอาหาร ซึ่งวัยรุ่นส่วนใหญ่มักห่วงเรื่องอ้วน หรือมุ่งมั่นไปเลือกกินอาหารเสริมแทน จนอาจสร้างอันตรายให้ร่างกายในเวลาต่อมา

 

อาหารเสริม

 

อาหารเสริมโอเมก้า 3 ยังถูกนำมาผลิตในรูปแบบอาหารเสริมโดยอาหารเสริมโอเมก้า 3 นั้นยังไม่ได้การรับรองเกี่ยวกับคุณประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ในปริมาณที่เหมาะสมกับเพศและช่วงวัยนับว่าส่งผลดีต่อการทำงานของร่างกายหลายอย่าง  โอเมก้า 3 คือกรดไขมันจำเป็นต่อร่างกายที่ช่วยเสริมสร้างระบบการทำงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อ การแข็งตัวของเลือด การย่อยอาหาร การมีบุตร และการเจริญเติบโต ซึ่งได้จากการบริโภคอาหารหรืออาหารเสริมที่มีโอเมก้า 3 โดยทั่วไปแล้ว อาหารเสริมโอเมก้า 3 จะมีกรดไขมันอีพีเอและกรดไขมันดีเอชเอที่พบในน้ำมันปลา และมีกรดแอลฟาไลโนเลนิก

อาหารเสริม

 

อาหารเสริมประเภทวิตามินเอ มีส่วนสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการสร้างกระดูกและฟัน มีส่วนช่วยในการบำรุงสายตา ช่วยลดการอักเสบของสิว และยังมีความสามารถในการลดจุดด่างดำได้ ช่วยส่งเสริมภูมิต้านทาน ปริมาณที่แนะนำให้รับประทานต่อวันคือ 900 ug.

อาหารเสริม

 

อาหารเสริมประเภทวิตาบีหรือวิตามินบีรวม ที่เรารู้จักมักคุ้นกันในรูปแบบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แต่คุณรู้หรือไม่ว่าวิตามินบีอยู่หลายชนิด และต่างก็มีประโยชน์และผลข้างเคียงที่ต่างกันออกไป โดยวิตามินบีแต่ละตัวจะทำงานเสริมซึ่งกันและกัน ต้องรับประทานร่วมกันจึงจะมีประสิทธิภาพมากกว่าแยกรับประทานสำหรับชนิดต่าง ๆ ของวิตามินบีรวมนั้นก็ได้แก่ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินบี 5 วิตามินบี 6 วิตามิน 7 วิตามินบี 12 วิตามินบี 15 วิตามินบี 17 และยังรวมไปถึงใบโอติน โคลีน พาบา อิโนซีทอล อีกด้วยที่จัดว่าอยู่ในกลุ่มของวิตามินบีรวม

อาหารเสริมประเภทแคลเซียม ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน เพราะแคลเซียมมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง การทานแคลเซียมเป็นประจำอย่างเพียงพอ จึงสามารถป้องกันโรคกระดูกพรุนได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด  ควบคุมความดันโลหิต บรรเทาอาการปวดประจำเดือน ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ แก้อาการนอนไม่หลับ

สำหรับวัยรุ่นที่เรียนหนักควรได้รับอาหารที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพความจำและบำรุงสมอง อาหารเหล่านั้น เช่น ไข่แดง มันฝรั่งต้ม ถั่นลันเตา ข้าวซ้อมมือ ที่มีวิตามินบี 1 และวิตามินบี 12 เช่น ไข่ไก่ เนื้อหมู เนื้อวัว เป็ด อาหารที่มีกรดโฟลิก เช่น ถั่วลิสง บร็อกโคลี กะหล่ำดอก ผักกาดหอม ผักปวยเล้ง อาหารที่มีธาตุเหล็ก เช่น ตับไก่ ตับหมู เนื้อสัตว์ต่างๆ รวมทั้งอาหารที่มีธาตุไอโอดีน เช่น อาหารทะเล อาหารที่มีธาตุแมงกานีส เช่น ถั่วเหลือง อัลมอนด์ แมคคาเดเมีย เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ อาหารที่มีธาตุซิลิคอน เช่น ผลไม้ตระกูลส้ม ธัญพืชไม่ขัดขาว พืชกินหัวต่างๆ อาหารที่มีธาตุสังกะสีและซีลีเนียม เช่น กระเทียม หอยนางรม หอยแมลงภู่ อาหารที่มีเบตาแคโรทีน เช่น แครอท ผักโขม มะม่วงสุก กล้วยไข่ บร็อกโคลี อาหารที่มีโคเอนไซม์คิว 10 เช่น ถั่วเหลือง มันฝรั่ง และผักโขม อาหารที่มีกรดไขมันโอเมกา 3 เช่น ปลาทู ปลาทูน่า ปลาแซลมอน รู้ถึงประโยชน์ของอาหารแต่ละประเภทว่ามีความเหมาะสมกับตัวอย่างไร ก็เลือกรับประทานให้เหมาะสม ถูกต้อง และครบ 5 หมู่ รับรองว่าน้องๆ ทุกคนสามารถสวย หล่อ ฉลาด แข็งแรงได้ โดยไม่ต้องง้ออาหารเสริมใดๆ

 

อาหารเจเพื่อสุขภาพ

อาหารเจเพื่อสุขภาพ

อาหารเจ เพื่อสุขภาพ

อาหารเจ เพื่อสุขภาพ – อิ่มท้อง อิ่มใจ อิ่มบุญ ช่วงเทศกาลกินเจ ช่วงนี้ ก็จะเป็นช่วงที่เราจะเห็นธงประจำเทศกาล “กินเจ” สีเหลืองอยู่ในหลายๆสถานที่ ที่ได้เข้าร่วมเทศกาลกินเจ โดยบางคนอาจจะมีการกินเจล่วงหน้า 1 วัน หรือที่เราเรียกกันว่า “วันล้างท้อง” นั่นเอง สำหรับในความเชื่อในเรื่องของการกินเจในเมืองไทยนั้น จะเป็นไปในแนวทางของการละเว้นการฆ่าสัตว์ เพื่อเป็นการสักการบูชาแก่พระพุทธเจ้า และมหาโพธิสัตว์กวนอิม การกินเจจึงเป็นอีกหนึ่งของพิธีกรรมเพื่อสักการะนั่นเอง  อาหารที่ควรทาน และ ไม่ควรทานในช่วงเทศกาลกินเจ ควรทานอาหารที่มากจากผัก อาหารที่มาจากพืชผักธรรมชาติ ไม่มีเนื้อสัตว์ปะปน และไม่ปรุงด้วยผักฉุน 5 ชนิด ได้แก่ กระเทียม หัวหอม หลักเกียว กุยช่าย ใบยาสูบ และงดเว้นน้ำนมสด นมข้นด้วย เพราะถือว่าเป็นของสดของคาว

อาหารเจ ประวัติความเป็นมาของการกินเจ

นักบวชและศาสนิกชนในศาสนาพุทธนิกายมหายานจะบริโภคอาหารเจ ซึ่งปราศจาก เนื้อสัตว์และมีลักษณะที่แตกต่างจากอาหารมังสวิรัติในหลายประการ

คำว่า เจ เป็นภาษาจีนมาจากคำว่า “ไจ” ซึ่งเป็นภาพตัวอักษรจีน เขียนด้วยสีแดง ซึ่งเป็นสีแห่งความเป็นสิริมงคล ในกรอบสีเหลี่ยมจัตุรัส พื้นมีสีเหลือง ซึ่งเป็นสีแห่งความเป็นกษัตริย์ คำว่า “เจ” และ “ไจ” ดังกล่าวแปลว่า “ปราศจากการทำลายชีวิตและปราศจากของที่มีกลิ่นคาว” ความหมายมาจาก คำสั่งสอนที่ได้มาจากพุทธศาสนาฝ่ายนิกายมหายาน

คำดั้งเดิมของ “เจ” หมายถึง “อุโบสถ หรือ การรักษาศีล 8” คือคนกินเจมักจะถือศีล ร่วมกับการไม่กินอาหารพวกเนื้อสัตว์ อาหารเจเป็นอาหารที่ปรุงโดยปราศจากเนื้อสัตว์ รวมทั้งไม่มีส่วนประกอบอื่นใดที่นำมาจากเนื้อสัตว์ทุกประเภท ทั้งสัตว์เล็กและใหญ่ สัตว์บกหรือสัตว์น้ำใดๆ จึงมีคำกล่าวว่า “กินเจหนึ่งมื้อ หมื่นชีวิตรอดตาย” ที่สำคัญ ตามความเชื่อของคนจีนที่กินเจว่า การกินเจยังจะต้องไม่กินอาหารที่นำมาปรุงอาหารเจ คือ ต้องงดเว้นผักที่มีกลิ่นฉุน 5 ประเภท ได้แก่

กระเทียม รวมถึงหัวกระเทียมและต้นกระเทียม

หอม รวมถึง ต้นหอม ใบหอม หอมแดง หอมขาวและหอมหัวใหญ่

หลักเกียว มีลักษณะคล้ายหัวกระเทียมโทนปลูกและแพร่หลาย ในประเทศจีน แต่แพร่หลายมากในประเทศไทย

ผักกุยช่าย เป็นผักมีใบคล้ายใบหอม แต่ลักษณะแบนและเล็กกว่า

ใบยาสูบ รวมถึงบุหรี่ ยาเส้นที่ใช้สูบ และของเสพติดมึนเมา

ผักต้องห้ามดังกล่าวนี้เป็นผักที่มีรสฉุนจัด กลิ่นเหม็นคาวรุนแรง ตามความเชื่อของ คนจีนมีว่า หากกินพืชผักทั้ง 5 มากๆ จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของร่างกาย จะได้พิษที่ทำลาย พลังธาตุทั้ง 5 ในร่างกาย เป็นมูลเหตุให้อวัยวะหลักสำคัญภายในทั้ง 5 ทำงานไม่ปกติ นั่นคือ

กระเทียมจะทำลายธาตุไฟ คือทำให้หัวใจทำงานผิดปกติ
หัวหอมทำลายธาตุน้ำ คือทำลายไต
หลักเกียวหรือกระเทียมโทนทำลายธาตุดินคือม้าม
กุยช่ายทำลายตับ-ธาตุไม้
สำหรับใบยาสูบ ทำลายธาตุทองคือปอด ใบยาสูบน่าจะเป็นของสูบระหว่างอาหารมากกว่าเป็นอาหาร

อาหารที่ต้องห้ามดังกล่าว เช่น กระเทียมและหอม แม้ว่าทางการวิจัยและรายงานทางวิทยาศาสตร์จะไต้ ระบุว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายด้านก็ตาม แต่การรับประทานเป็นประจำอาจเป็นอันตราย ต่อกายและใจ สารสำคัญในสมุนไพรดังกล่าวสามารถกระตุ้นอารมณ์และจิตใจ ทำให้จิตใจไม่สงบ เพิ่มความกำหนัด รบกวนความสัมพันธ์ระหว่างพลังกายและพลังใจ

การกินอาหารเจแบ่งเป็น 3 กลุ่มคล้ายการกินอาหารมังสวิรัติ คือ อาหารเจบริสุทธิ์ อาหารเจแบบดื่มนม และอาหารเจดื่มนมและกินไข่ด้วย

นอกจากนี้ คนกินอาหารเจมีเหตุผลถือหลักการว่า ผักผลไม้มีธรรมชาติเป็น “หยาง” ซึ่งหมายถึง “ความสะอาด ความโปร่ง ความแจ่มใส” แต่เนื้อสัตว์มีธรรมชาติตรงข้ามคือเป็น “หยิน” ซึ่งหมายถึง “ความขุ่นมัว ความมืดมิด ความทึบ” ตามธรรมชาติของร่างกายคนเรา มักมีเป็นความหยินมากเกินไป ดังนั้นเราจะต้องเพิ่มความเป็นหยางให้มากขึ้น ผู้ที่บำเพ็ญธรรม จะต้องขจัดสภาวะที่ขุ่นมัว ชำระล้างพิษโดยการกินเจ ชีวิตจึงจะมีสภาวะที่แจ่มใส ควรจะกินอาหาร พืชผักและผลไม้ให้มากขึ้น

อาหารเจมีประวัติดั้งเดิมมาจากประเทศจีนนานกว่าสองพันปีมาแล้ว ตั้งแต่ราชวงศ์ ของจักรพรรดิฟูซี (Fu Xi) แห่งเมืองซ้องโกะ (Zhong Guo) ซึ่งเคร่งครัดทางศาสนา มีการ กินอาหารเจ และเผยแพร่ลัทธิเต๋าโดยเหล่าจื๊อและขงจื๊อ โดยมีหลักธรรมะของจิตวิญญาณ ภายในร่างกาย การมีชีวิตตามวิถีธรรมชาติด้วยความเมตตาและการบริโภคอาหารเจ นับว่า คนจีนจึงกินอาหารเจมานานหลายพันปีแล้ว อาหารเจเกี่ยวข้องกับศาสนาและการปฏิบัติธรรม มากกว่าเพื่อสุขภาพ จึงมักเรียกติดปากกันว่า “ถือศีลกินเจ” ซึ่งมีความหมายครบถ้วนว่า ผู้ปฏิบัติธรรมที่รักษาศีลความเป็นมนุษย์จะต้องเจริญเมตตาและกรุณา จึงไม่ควรกินเนื้อสัตว์

เทศกาลกินอาหารเจในแต่ละปีนาน 9 วัน ดั้งแต่วันขึ้น 1-9 ค่ำ ในเดือน 9 ตามปฏิทินจันทรคติแบบจีน หรือในราวปลายเดือนกันยายนหรือต้นเดือนตุลาคมของทุกปี

มีตำนานหลายตำนานที่เกี่ยวกับประวัติการกินอาหารเจ ตำนานที่มีการกล่าวถึงกันมาก คือ ขาวจีนกินเจเป็นการบำเพ็ญกุศลเพื่อรำลึกถึงวีรชนซาวจีน 9 คน ที่เรียกว่า “หงี่หั่วท้วง” ซึ่งได้ต่อสู้กับชาวแมนจูผู้เป็นศัตรูของประเทศอย่างกล้าหาญ ถึงแม้จะแพ้และถูกฆ่าตายหมดก็ตาม

ชาวบ้านได้พากันถือศีลกินเจ นุ่งขาวห่มขาว เพราะเชื่อว่าการปฏิบัติเช่นนี้จะช่วยชำระจิต วิญญาณและเกิดความเข้มแข็งทางร่างกายและจิตใจ
ในอีกตำนานหนึ่ง มาจากพระสูตรในพุทธศาสนานิกายมหายานฉบับภาษาจีน กล่าวว่า พระพุทธเจ้าในอดีตกาลมี 7 พระองค์ได้แก่
1)    พระวิชัยโลกมนจรพุทธะ
2)    พระศรีรัตนโลกประภาโมษอิศวรพุทธะ
3)    พระเวปุลลรัตนโลกวรรณสิทธิพุทธะ
4)    พระอโศกโลกวิชัยมงคลพุทธะ
5)    พระวิสุทธิอาศรมโลกเวปุลลปรัชญาวิภาคพุทธะ
6)    พระธรรมมติธรรมสาครจรโลกมโนพุทธะ
7)    พระเวปุลลจันทรโภคไภสัชชไวฑูรย์พุทธะ และพระมหาโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์ได้แก่
1)    พระศรีสุขโลกปัทมอรรถอลังการโพธิสัตว์
2)    พระศรีเวปุลกสังสารโลกสุขอิศวรโพธิสัตว์

พระพุทธเจ้าในอดีตและพระมหาโพธิสัตว์รวมกันครบทั้งหมด 9 พระองค์ด้วยกัน ที่เรียกว่า “เก้าอ๊อง” ได้ทรงตั้งปณิธานเพื่อโปรดสัตว์ในโลก จึงได้ทรงแบ่งกายมาเป็นเทพเจ้า 9 พระองค์ซึ่งเป็นผู้ทรงอำนาจบำเพ็ญตบะจนเรืองฤทธิ์ และสามารถบริหารธาตุทั้ง 5 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และทอง ทั่วทุกพิภพน้อยใหญ่

ประเพณีเทศกาลกินเจจึงเป็นการประกอบพิธีกรรมสักการะบูชาและขอพรจากสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์หรือเทพเจ้าทั้ง 9 พระองค์ ผู้ถือศีลกินเจมีความเชื่อว่าการบำเพ็ญศีลและงดเว้นเนื้อสัตว์ ในเทศกาลเจช่วง 9 วันดังกล่าวจะได้บุญสูงสุด จะส่งผลให้ชีวิตตนเองประสบความสุขความเจริญ มีสุขภาพดีและเป็นการต่อชีวิตให้ยืนยาวต่อไป บางคนอาจกินอาหารเจในช่วงวันสำคัญ เซ่น วันพระ วันเกิด วันพ่อ วันแม่ หรือกินตลอดปี ชาวจีนในประเทศไทยในพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน จึงปฏิบัติสืบต่อกันมานาน
คนไทยทั่วไปมักกล่าวผิด ๆ เสมอว่า อาหารมังสวิรัติ คือ อาหารที่ประกอบด้วยผัก ข้าว และเต้าหู้เท่านั้น จึงอาจทำให้เขาคิดและเข้าใจเองว่าอาหารมังสวิรัติมีกลุ่มสารอาหารไม่ครบหมู่ และไม่ครบชนิด โปรตีนจากพืชผักก็มีกรดอะมิโนจำเป็นไม่ครบ ดังนั้น คุณค่าของอาหารมังสวิรัติ จึงไม่น่าจะเพียงพอหรือมีความสมดุลทางโภชนาการ และไม่น่าจะมีรสอร่อยแต่อย่างใด

ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ แต่เป็นในทางทิศทางตรงข้ามกับความเข้าใจผิดดังกล่าว เพราะผู้ที่กินอาหาร มังสวิรัติอย่างมีความเข้าใจดีและมีประสบการณ์เพียงพอจะไม่กินอาหารชนิดเดียวตลอดเวลา เขาจะต้องกินอาหารพืชผักผลไม้หลากหลายอย่างที่ผสมผสานกันได้อย่างครบถ้วน คือ ได้รับคาร์โบไฮเดรตจากข้าวที่เป็นข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือเสมอ รวมทั้งจากแป้งข้าวสาลี ได้รับโปรตีน จากถั่วชนิดต่างๆ เมล็ดงา เห็ด เมล็ดธัญพืช ได้รับไขมันจากเมล็ดพืชแทบทุกชนิด ได้รับวิตามินและแร่ธาตุจากผักและผลไม้ และยังได้รับสารประกอบอื่นๆ ที่ดีต่อสุขภาพอีกหลายกลุ่ม

มังสวิรัติที่ดีนั้นจะต้องมีความถูกต้อง ความสมบูรณ์ และความสมดุลทางโภชนาการ และไม่ขาด สารอาหาร รสของอาหารมังสวิรัติก็ทำได้ทุกรส ขึ้นอยู่กับศิลปะและวิธีการปรุงอาหารต่างหาก

ผู้ปรุงอาหารมังสวิรัติและอาหารเจมักรู้จักวิธีการเลือกชนิดเครื่องปรุงเครื่องแกงให้ เหมาะสม ผู้ปรุงจะสามารถทำอาหารมังสวิรัติได้ทุกรูปแบบและทุกชนิด เหมือนหรือเลียนอาหารรสเนื้อสัตว์ทั้งหลายได้ ไม่ว่าจะเป็นผัด แกง ซุป ต้มยำ ทำแซ่บได้ทุกรูปแบบที่อาหารเนื้อจะทำได้ ทั้งอาหารไทย-จีน-อินเดีย-ฝรั่งได้หมด ตั้งแต่ข้าวผัด ผัดถั่วงอก แกงเลียง ก๋วยเตี๋ยว ข้าวซอย ขนมจีน น้ำพริก ยำเห็ด จนถึงลาบและพะโล้เต้าหู้ ไส้กรอก แซนด์วิช พิซซ่า แฮมเบอร์เกอร์ ก็ทำได้ทั้งนั้น เพราะมีวัตถุดิบหลายแบบ เนื้อเทียม โปรตีนเกษตร ปลาเทียม เป็ดย่างเทียมจากฟองเต้าหู้ ลูกชิ้นเทียมที่ทำมาจากแป้งบุก มีอาหารหลายชนิดผลิตโดยหลายบริษัทที่ทำจากแป้งหมี่ จากข้าวสาลี (หมี่กึ๊น) หรือกลูเตน (gluten) และแป้งบุก และอาหารดัดแปลงอีกมากมาย ปัจจุบันมีร้านอาหารมังสวิรัติ อาหารเจมากแทบทุกจังหวัดทั่วประเทศ มีอาหารเจสำเร็จรูปแบบ ซอง ถุง กระป๋อง จำหน่ายมากขึ้น มีหนังสือตำราเกี่ยวกับอาหารมังสวิรัติหลายเล่มจำหน่าย แสดงถึงความนิยมการกินมังสวิรัติมีมากขึ้นเรื่อยๆนั่นเอง

หลายคนมักจะพูดเกี่ยวกับอาหารที่ปราศจากเนื้อสัตว์ว่า “อาหารเจ” หรือ “กินเจ” มากกว่า คำว่า “อาหารมังสวิรัติ” หรือ “กินมังสวิรัติ” ทั้งที่หมายถึงอาหารพืชผักอะไรก็ไต้ แต่ไม่มี เนื้อสัตว์ คงเนื่องจากว่า คำว่า “เจ” เป็นคำเดี่ยว จึงเรียกไต้ง่ายกว่าคำว่า “มัง-สะ-วิ-รัติ” ซึ่งมี 4 พยางค์

สรุปว่า อาหารมังสวิรัติมีหลักการเดียวกันกับอาหารเจ คือ การงดการบริโภคอาหาร พวกเนื้อสัตว์ รวมทั้งเครื่องปรุงรสที่ทำมาจากสัตว์ เช่น กะปิ น้ำปลา โดยสิ้นเซิง และมีการใช้ น้ำมันพืช ซีอิ๊ว และเต้าหู้ การกินอาหารมังสวิรัติและอาหารเจเป็นการปฏิบัติด้วยตนเอง ให้เปี่ยมไปด้วยศรัทธา มีความเมตตาธรรมต่อสรรพสัตว์ และมุ่งมั่นเพื่อสุขภาพที่ดีเหมือนกัน แต่อาหารมังสวิรัติมีความแตกต่างจากอาหารเจในส่วนประกอบอาหารบางอย่าง คือส่วนประกอบ อาหารเจจะเข้มงวดมากกว่าอาหารมังสวิรัติในการละเว้นพืชที่มีกลิ่นแรง ฉุนจัด และเผ็ดร้อน

คนทั่วไปอาจสับสนในความหมายที่แตกต่างกันระหว่างอาหารมังสวิรัติและอาหารเจจึงเรียกอาหาร ที่ไม่มีเนื้อสัตว์ทั่วไปโดยคำง่ายและสั้นว่า “อาหารเจ” ซึ่งอาจเป็นอาหารเจจริงๆ หรืออาหารมังสวิรัติ ก็ได้ เนื่องจากความแตกต่างในความเข้าใจหลักการและเหตุผล นิสัย วัฒนธรรม ประเพณี ศาสนา และการดำรงชีวิตของแต่ละคน ทำให้มีผู้ปฏิบัติตนเป็นนักมังสวิรัติด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน บางกลุ่มอาศัยเหตุผลเพื่อสุขภาพมากกว่าเหตุผลทางด้านอื่นๆ

กินเพื่อสุขภาพ เพราะอาหารเจ เป็นอาหารชีวจิต เมื่อกินติดต่อกัน จะทำให้ร่างกายสมดุล สามารถขับพิษของเสียต่าง ๆ ออกจากร่างกายได้ และปรับระบบต่าง ๆ ในร่างกายให้มีเสถียรภาพ  กินด้วยจิตเมตตา เนื่องจากทุก ๆ วัน อาหารที่เรากินประกอบด้วยเลือดเนื้อของสรรพสัตว์ ผู้ที่มีจิตใจดีงามจึงไม่สามารถกินเนื้อของสัตว์เหล่านั้นได้  กินเพื่อเว้นกรรม เพราะการฆ่าเอาเลือดเนื้อผู้อื่นมาเป็นของเราเป็นการสร้างกรรม แม้จะไม่ได้ลงมือฆ่าเองก็ตาม เพราะการซื้อผู้อื่นเท่ากับการจ้างฆ่า ถ้าไม่มีคนกินก็ไม่มีคนฆ่ามาขาย ผู้ที่เข้าใจเรี่องกฎแห่งกรรมจึงหยุดกิน หันมารับประทานอาหารเจแทน โดยไม่เห็นแก่ความอร่อยในช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงแค่ให้อาหารผ่านลิ้นเท่านั้น หลายๆท่านอาจจะยังไม่มีไอเดียในการสร้างสรรค์การปรุงอาหารให้อร่อยถูกปาก ทานง่าย วันนี้ SLC มี 10 สูตรเมนูอาหารเจมานำเสนอค่ะ เพื่อช่วยสร้างบุญไปกับการทานอาหารเจ ในปีนี้ของทุกท่านจะได้อิ่มอร่อย อิ่มท้อง อิ่มใจ อิ่มบุญกันถ้วนหน้าเลยค๊า

อาหารเจ เมนูส้มตำเจ สำหรับคนที่ชอบอาหารจัดจ้านแต่อยากจะทานอาหารเจ ร่วมทำบุญในปีนี้ ไม่ต้องอดทานอาหารรสจัดอีกต่อไป แค่ทำตามสูตรนี้ก็สามารถทานเจ แต่ถ้าใครอยากทานส้มตำปลาร้า ตามร้านขายวัตถุดิบเจก็มีปลาร้าเจขายด้วยนะ หมักจากถั่ว ไปหาซื้อได้เลย

 

อาหารเจเมนูสเต็กเต้าหู้ราดซอสเห็ดเจ เมนูของคนรักสเต็ก แต่เป็นเต้าหู้แทน ได้อารมณ์การทานสเต็กเนื้อสัตว์ หั่นเต้าหู้เป็นชิ้นเล็กๆ ทานคู่กับซอสเห็ดทำให้การทำบุญครั้งนี้ อิ่มอร่อย และทำให้ตัวเองมีความสุขอีกต่างหาก

อาหารเจผัดไทยเจ เมนูนี้เป็นเมนูที่ยังคงเหมือนเดิม รสชาติจะไม่ต่างกับผัดไทยธรรมดา แค่ไม่ใส่เนื้อสัตว์ และ ไข่ เท่านั้นเอง เหมาะกับคนที่เพิ่มเริ่มกินเจเป็นครั้งแรก

 

อาหารเจเมนูเห็ดหยองเจ มีวิธีทำแบบง่ายๆ นำเห็ดนางฟ้าดำมาฉีกเป็นเส้นเล็กๆ จากนั้นก็นำไปอบด้วยอุณภูมิ 80 องศา ใช้เวลาอบ 20-25 นาที โดยทำการวอร์มเตาก่อน 10 นาที อบเห็ดเสร็จแล้วก็นำมาทอดด้วยน้ำมันท่วมๆ จนกรอบ จากนั้นก็ตักใส่จานพักไว้ ตั้งกระทะ ใส่น้ำเปล่าและน้ำตาลปี๊บลงไป ผัดจนน้ำตาลละลาย ปรุงรสด้วยซอสปรุงรส เทเห็ดลงไปผัด จนน้ำปรุงซึมเข้าตัวเห็ด ตบท้ายด้วยงาขาวคั่ว คลุกเคล้าให้เข้ากัน เสร็จแล้วก็ตักใส่จานเสิร์ฟได้เลยค่ะ

 

อาหารเจเมนูโปรตีนเกษตรทอดกรอบเจ มีขั้นตอนง่ายๆ ผสมแป้งทอดกรอบ งาขาว พริกไทยป่น ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย และน้ำเย็นจัด นวดจนแป้งละลายจนหมด พักไว้ ตั้งน้ำมันให้ร้อน นำโปรตีนเกษตรลงคลุกแป้งจนทั่ว จากนั้นนำลงทอดให้เหลืองกรอบ ตักขึ้นพักไว้บนกระดาษทิชชู่ เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มไก่เจ

 

อาหารเจเมนูผัดหมี่เจ มีวิธีขั้นตอนการทำง่าย ๆ ล้างผักคะน้าให้สะอาด หั่นชิ้นพอคำ ล้างเห็ดฟางให้สะอาดเฉือนโคนที่สกปรกออก ผ่าครึ่ง ใส่น้ำมันในกระทะ ตั้งไฟให้ร้อน ใส่ผักคะน้า เห็ดฟาง เห็ดหอม ใส่เต้าหู้ หัวไซโป๊ ผัดให้หอม ใส่หมี่เหลือง ผัดพอทั่ว ใส่น้ำซุป ผัดจนแห้ง ปรุงรสด้วยพริกป่น น้ำตาล ซีอิ๊วขาว น้ำส้มสายชู ใส่ถั่วลิสงป่น ผัดสักครู่ ใส่ถั่วงอก (แบ่งไว้โรยหน้าเล็กน้อย) พอทุกอย่างสุก ปิดไฟ ยกลง ตักใส่จาน เสิร์ฟกับมะนาวหั่นเสี้ยว ถั่วงอก

 

 

 

อาหารอีสาน แซ่บนัว

อาหารอีสาน แซ่บนัว

อาหารอีสาน แซ่บนัว

อาหารอีสาน แซ่บนัว – หากจะกล่าวถึงอาหารการกินของคนอีสาน หลายคนคงรู้จักคุ้นเคยและได้ลิ้มชิมรส กันมาบ้างแล้ว ชาวอีสานมีวิธีการดำเนินชีวิตที่เรียบง่ายเช่นเดียวกับการที่รับประทานอาหารอย่างง่ายๆ มักจะรับประทานได้ทุกอย่าง เพื่อการดำรงชีวิตอยู่ให้สอดคล้องกับธรรมชาติของภาคอีสาน ชาวอีสานจึงรู้จักแสวงหาสิ่งต่าง ๆ ที่สามารถรับประทานได้ในท้องถิ่น มาดัดแปลงเป็นอาหารรับประทาน อาหารอีสานเป็นอาหารที่มีความแตกต่างจากอาหารของภาคอื่น ๆ  และเข้ากับวิธีการดำเนินชีวิตที่เรียบง่ายของชาวอีสาน อาหารของชาวอีสานในแต่ละมื้อจะเป็นอาหารง่าย ๆ เป็นอาหารง่าย ๆ เพียง 2-3 จาน ซึ่งทุกมื้อจะต้องมีผักเป็นส่วนประกอบหลักพวกเนื้อส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อปลาหรือเนื้อวัวเนื้อควาย ความพึงพอใจในรสชาติอาหารของชาวอีสานนั้นไม่มีตายตัวแล้วแต่ความชอบของบุคคล แต่อาหารพื้นบ้านอีสานส่วนใหญ่แล้วจะออกรสชาติไปทางเผ็ด เค็ม และเปรี้ยวเครื่องปรุงอาหารอีสานที่สำคัญและแทบขาดไม่ได้เลย คือ ปลาร้า ซึ่งที่เกิดจากภูมิปัญญาด้านการถนอมอาหารของบรรพบุรุษของชาวอีสาน ถ้าจะกล่าวว่าชาวอีสานทุกครัวเรือนต้องมีปลาร้าไว้ประจำครัวก็คงไม่ผิดนัก ปลาร้าใช้เป็นส่วนประกอบหลักของอาหารได้ทุกประเภท เหมือนกับที่ชาวไทยภาคกลางใช้น้ำปลา

การทานอาหารแบบเดียวกันบ่อยๆ มักสร้างความเบื่อ แต่มีอาหารอีสารเป็นอาหารประเภทที่ทานเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ เรียกว่าเปรี้ยวปากทุกครั้งที่นึกถึง นั่นคือ อาหารอีสาน  เนื่องจากอาหารอีสานเป็นอาหารรสแซ่บ มีทั้งรสเปรี้ยว เผ็ด เค็ม กลมกล่อมในตัว ถูกปากคนไทยที่ชอบกินอาหารรสจัด เป็นอาหารเรียกน้ำย่อยช่วยทำให้รับประทานอาหารอื่นๆได้มากขึ้นที่สำคัญคือ ไม่เลี่ยนจากกะทิและน้ำมัน เหตุนี้เองเราจึงทานได้ไม่เบื่อทำให้มีร้านอาหารอีสานอยู่ทั่วเมือง ทั้งร้านเล็กจนถึงร้านใหญ่

ความแซ่บของอาหารอีสานที่หลายคนเทใจให้อย่างท่วมท้นอยู่ที่ฝีมือการปรุงอย่างถึงรสและเครื่องปรุงที่มีเอกลักษณ์ รสชาติอาหารอีสานจึงโดดเด่น ถ้าให้เอ่ยชื่ออาหารอีสานคนส่วนใหญ่ต้องนึกถึง ส้มตำ ไก่ย่าง ลาบ น้ำตก ต้มแซ่บ คอหมูย่าง เป็นอันดับต้นๆ เพราะเป็นเมนูยอดนิยมที่ขายกันทั่วไป แค่คิดถึงก็น้ำลายสอซะแล้ว

จริงๆแล้วอาหารอีสานปรุงไม่ยากอย่างที่คิด เพียงแค่เข้าใจเครื่องปรุงที่เป็นเอกลักษณ์ และพิถีพิถันในการเลือกซื้อ เลือกใช้ เท่านี้เราก็สามารถปรุงอาหารอีสานรสชาติแซ่บถูกปาก ทานเองได้ในบ้าน ส่วนใหญ่อาหารอีสานจะใส่พริกป่น พริกสด ปรุงรสให้ออกเปรี้ยวเค็ม ได้รสหวานจากเนื้อสัตว์และผักสด มีเอกลักษณ์สำคัญคือ ปลาร้า ซึ่งให้รสเค็ม ส่วนรสเปรี้ยวได้จากผักพื้นบ้านนานาชนิด เช่น มะเขือเทศ มะขาม มะกอก ยอดมะกอก เป็นต้น เนื่องจากอาหารอีสานมีเสน่ห์ตรงความเผ็ด จึงต้องมีผักสดไว้กินแนม เช่น ใบโหระพา ผักกาดขาว กะหล่ำปลี ถั่วผักยาว ผักบุ้งท้องนา ใบบัวบก เป็นต้น

อาหารอีสาน

 

อาหารอีสานเมนูก้อยไข่มดแดง เป็นอาหารไทยเมนูอาหารยอดนิยมก้อยไข่มดแดงเป็นอาหารพื้นบ้านเคล็ดลับความอร่อยของก้อยไข่มดแดง คือ วัตถุดิบคุณภาพ เทคนิคการเตรียมอาหารและการปรุงรสชาติอาหารอีสานแบบง่าย ๆ สูตรก้อยไข่มดแดงส่วนผสมและขั้นตอนการทำไม่ยุ่งยากเหมาะสำหรับคนรักการทำอาหารเมนูไข่มดแดง

 

อาหารอีสานเมนูน้ำพริกปลาร้า เป็นเมนูอาหารอีสานพื้นเมืองแบบง่ายๆ คือน้ำพริกปลาร้า เคล็ดลับการทำน้ำพริกปลาร้าอยู่ที่วัตถุดิบที่มีคุณภาพ เทคนิคการเตรียมอาหารและวิธีการปรุงรสชาติ อาหารอีสาน เมนูปลากินกับผักสดและไข่ต้ม สูตรน้ำพริกปลาร้าส่วนผสมและขั้นตอนการทำเข้าใจง่าย เหมาะสำหรับคนรักการทำอาหารเมนูอาหารคลีน

 

อาหารอีสานเมนูผัดกบทอดกระเทียมพริกไทย ด้วยวัตถุดิบของพื้นบ้านคือ กบ ที่หลายคนนิยมกินกันกัน แล้วจะรู้ว่ากบนั้นอร่อยเหมือนเนื้อไก่ แต่กบไม่ใช่วัตถุดิบที่คุ้นเคยของเมืองสักเท่าไร เคล็ดลับความอร่อยของกบทอดกระเทียมพริกไทยนั้น คือ กบต้องสด ๆ การปรุงรสชาติให้ได้ความหอมของกระเทียมและพริกไทย ที่สำคัญเทคนิคการทอดทำอย่างไรให้เหลืองกรอบและเนื้อกบมีความนุ่มชุ่มซอสที่ปรุงรสบอกเลยอร่อยแซ่บนัว

 

อาหารอีสานเป็นเมนูไส้กรอกอีสาน เป็นอาหารเลื่องชื่อของชาวอีสานที่ไม่เพียงนิยมแค่ภาคอีสานเท่านั้น หากแต่ยังได้รับความนิยมจากคนทุกภาคของประเทศไทย การทำอีสานให้อร่อยนั้นมีเคล็ดลับที่มีความอร่อยในตัว

 

อาหารอีสานเมนูส้มตำไทยไข่เค็ม เปิดประเดิมอาหารอีสานด้วยเมนูส้มตำเป็นเมนูที่นึกถึงอันดับแรกของชาวภาคอีสานเมื่อคนไม่กินปลาร้าหรือไม่กินปูก็สามารถกินตำไทยได้อร่อยแซ่บนัว

 

อาหารอีสานเมนูลาบหมูในเมื่อเมนูส้มตำแบบเบา ๆ แล้วก็มาเติมเต็มความอิ่มกันด้วยเมนูลาบหมูสักหน่อย อีกหนึ่งเมนูที่จะขาดไปไม่ได้เลยกับเสน่ห์กลิ่นข้าวคั่วหอมๆ เคล้ากับเนื้อหมูรวมสุก โรยใบสะระแหน่จกกับข้าวเหนียวหรือข้าวสวยร้อน ๆ อร่อยนักแล ยิ่งในสมัยนี้ทำกินกันเองได้ง่าย ๆ มากๆ เพราะมีผงปรุงลาบ-น้ำตกวางขายกันให้เกลื่อน

 

อาหารอีสานเป็นเมนูซุปหน่อไม้ เป็นอีกเมนูในตระกูลลาบ ซึ่งนอกจากซุปหน่อไม้จะเป็นทีโปรดปรานของคออาหารอีสานแล้ว ยังเหมาะกับคนที่กำลังลดความอ้วนด้วยนะคะ เพราะซูปหน่อไม้ถ้วยด้วยเดียว ใช้พลังงานต่ำมาก ๆ แต่ก็กินในปริมาณที่พอดีนะคะเพราะหน่อไม้กินมากจะไม่ดีต่อสุขภาพนะจ๊ะ

เมื่อทราบแล้วว่า เคล็ดลับอาหารอีสานอยู่ที่ความเข้าใจถึงเครื่องปรุงที่เป็นเอกลักษณ์ของจานนั้นๆ การเลือกวัตถุดิบที่สด การปรุงให้มีรสชาติแซ่บ รับรองว่าการปรุงอาหารอีสานไม่ยุ่งยาก ลองเลือกเมนูที่ชอบมาลองทำดูนะครับ ลองให้อาหารอีสานเป็น Signature Dish ของคุณ รับรองว่าคนในครอบครัวต้องติดใจทานเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ

เมนูอาหารเช้า เพื่อสุขภาพ

เมนูอาหารเช้า เพื่อสุขภาพ

เมนูอาหารเช้า เพื่อสุขภาพ

เมนูอาหารเช้า เพื่อสุขภาพ – มื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญต่อสุขภาพมาก เพราะเป็นมื้อที่ร่างกายจะได้รับพลังงานและสารอาหารไปใช้ตลอดทั้งวัน การทานมื้อเช้าจะช่วยให้สดใส มีพลัง เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการเรียนรู้ การไม่ทานอาหารเช้าจะทำให้สมองทำงานได้ไม่เต็มที่ สมาธิน้อยลง และสำหรับคนที่ควบคุมน้ำหนักยิ่งไม่ควรงดอาหารเช้าเลย เพราะจะทำให้เกิดความหิวโหยและมีแนวโน้มว่าจะทานอาหารในมื้ออื่นๆมากกว่าปกติ กินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม และนั่นก็จะทำให้อ้วนขึ้นนั่นเอง แต่ก็ใช่จะกินอะไรก็ได้ในมื้อเช้า อาหารเช้าบางอย่างก็ทำให้เกิดโทษกับร่างกายมากกว่าเกิดประโยชน์ มื้อเช้าที่ดีควรมีสารอาหารที่ครบทั้ง 5 หมู่ และควรทานให้หลากหลายเพื่อให้ได้สารอาหารที่ครบถ้วนค่ะ วันนี้เราก็มีอาหารเช้าที่ทั้งมีประโยชน์ ทำง่ายแล้วก็ใช้เวลาในการทำไม่นานมาฝาก ซึ่งแน่นอนว่าต้องเหมาะกับเช้าอันเร่งรีบของเพื่อนๆทุกคนแน่นอนค่ะ และบางเมนูเราสามารถทำแล้วเก็บไว้ในตู้เย็นตอนเย็น แล้วเอามาทานในตอนเช้าได้เลย ไม่เสียเวลาเตรียมเลยค่ะ

อาหารเช้าเป็นเมนูโอเวอร์ไนท์โอ๊ตมิลสูตรคลาสสิก มีส่วนผสมหลักๆ คือ ข้าวโอ๊ต คนผสมกับกรีกโยเกิร์ต เมล็ดเจีย และนมสดและเพิ่มความหวานจากน้ำผึ้งเล็กน้อย กินตอนเช้าสักแก้วฟินอย่าบอกใครและที่สำคัญข้าวโอ๊ตมิลสูตรนี้สามารถลดน้ำหนักได้ด้วยนะจะสาว ๆ เพราะเป็นอาหารพลังงานสูงแต่ไขมันต่ำเหมาะสำหรับสาวๆที่กำลังไดเอตนะจ๊ะ

 

อาหารเช้า
อาหารเช้าเมนูไข่ถ้วยเบคอนชีสจ้า บางทีเพื่อนๆ อาจจะคุ้นเคยกับเมนูไข่มากมายหลากหลายแบบ แต่ที่โดนคือ เมนูไข่ถ้วยใช่ไหมละ ? เราแนะนำเมนูไข่ถ้วยเบคอนชีสเนื้อไข่นุ่มฟูเข้ากันดีกับเบคอนและแถมยังมีกลิ่นหอมๆของชีสอีกจ้า

 

อาหารเช้าเมนูขนมปังโฮมวีทไข่อบ จะเป็นขนมปังโฮมวีทหรือขนมปังธรรมดาก็ได้สามารถจับมาทำอาหารเช้าเป็นเมนูง่ายๆ ได้นะจะสาวๆ มีส่วนผสมแค่ 2 อย่าง คือ ขนมปังโฮมวีทกับไข่อะไรจะง่ายป่านนี้ พออบเสร็จก็เสิร์ฟกับน้ำผลไม้ปั่น หรือเครื่องดื่มแก้วโปรดได้เลยจ้าบอกเลยฟินสุดๆ

 

อาหารเช้า

 

อาหารเช้าแบบมังสวิรัติเปนเฟรนช์โทสต์ชินนามอน เป็นเมนูที่เหมาะกับคนที่ไม่ทานเนื้อสัตว์เป็นอย่างยิ่ง แค่จับขนมปังทอดจนกรอบนอกนุ่มใน ราดด้วยน้ำเชื่อมอบเชยและเมเปิลไซรับบอกเลยกลิ่นหอมมากพร้อมกับเครื่องดื่มแก้วโปรดสักแก้วฟินมาก

 

อาหารเช้า

 

เมนูอาหารเช้าสำหรับสาวๆที่ลดน้ำหนักจ้า เป็นเมนูเบอร์เกอร์ไข่ขาวกับสลัดผักน้ำสงัดงาแบบญี่ปุ่น เมนูนี้ใช้ไข่ขาวทอดในกระทะเทฟลอน หาพิมพ์วงกลมที่ใช้ทอดไข่มาวาง เทไข่ขาวลงไปทอดจนสุกดีใช้แทนขนมปังและตัวเนื้อเบอร์เกอร์ทำจากเนื้ออกไก่สับกับหอมหัวใหญ่ ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทยส่วนสลัดผักมีอะไรในตู้ทานกับน้ำสลัดน้ำมันงาแบบญี่ปุ่นอร่อยครบสูตรแถมมีประโยชน์ไม่ต้องกลัวอ้วนอีกด้วยจ้าสาวๆ

 

อาหารเช้า

 

อาหารเช้าแบบสูตรลดน้ำหนักต้องทานคู่กับสลัดผักทูน่าไม่ต้องกลัวอ้วนเลยจ้าสาวๆ เพราะไม่มีไขมัน เสร็จแล้วอย่าลืมตามด้วยผลไม้เพิ่มวิตามินซีสูงอย่างกีวีกับเสาวรสบอกเลยหุ่นดีแถมยังสารอาหารครบถ้วนอีกด้วยจ้า

 

 

อาหารเช้าสไตล์เฟรนซ์โทสต์โรล แค่จับขนมปังแผ่นสอดไส้ผลไม้สดม้วนเป็นแท่งกลม พอทอดเสร็จก็โรยไอซิ่ง แค่นี้ก็พร้อมป้อนเข้าปากได้เลยจ้าสาวๆ เหมาะกับสาวๆที่ชอบทานมังสวิรัติ

อาหารเช้าเมนูไข่ไมโครเวฟสำหรับเด็กหอสูตรนี้ทุกขั้นตอนทำจากไมโครเวฟ อิ่มอร่อยทั้งขนมปัง ไข่ และเบค่อน กินคู่กับไส้กรอกและถั่วขาวอร่อยแน่นอนเมนูง่ายๆ ทำกินได้ทุกบ้านจ้า

คำแนะนำในการรับประทานอาหารเช้า

พฤติกรรมการรับประทานอาหารเช้านับเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้สารอาหารที่ควรได้รับ เพราะจะช่วยส่งเสริมให้มีสุขภาพที่ดีขึ้นไปพร้อมกัน โดยมีหลักง่าย ๆ ใรการปฏิบัติตัวดังนี้

กินให้สมดุล อาหารที่รับประทานควรมีความสมดุลตามพลังงานที่ต้องใช้ในแต่ละวัน เลือกอาหารที่มีแคลอรี่ สารอาหารตามกิจกรรมในแต่ละวันที่เหมาะสมกัน จากข้อมูลของกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า สัดส่วนของปริมาณอาหารและสารอาหารที่ควรได้รับประจําวันสําหรับคนไทยทั่วไปควรมีการกระจายในแต่ละมื้ออย่างสมดุล โดยมื้อเช้าควรอยู่ที่ร้อยละ 20 ของปริมาณทั้งหมด สำหรับมื้อกลางวันและเย็นควรอยู่ประมาณ ร้อยละ 30 ขณะที่อาหารว่างควรอยู่ประมาณร้อยละ 10

รับประทานโดยไม่รีบเร่ง ปริมาณพอเพียง ควรให้เวลาในการรับประทานมื้อเช้าอย่างเต็มที่ ไม่รีบเร่ง ไม่ทำกิจกรรมอื่นที่ดึงดูดความสนใจในขณะรับประทาน เพราะอาจทำให้รับประทานปริมาณมากเกินไปโดยไม่รู้ตัว รวมถึงสังเกตสัญญาณที่บ่งบอกว่าร่างกายกำลังหิวหรืออิ่มเพื่อช่วยเตือนให้ทราบว่าควรรับประทานในปริมาณเท่าไร ไม่มากหรือน้อยเกินไป

เลือกภาชนะที่เหมาะสม กรณีที่รับประทานอาหารเช้าที่บ้านอาจเลือกภาชนะที่ใส่อาหารที่มีขนาดพอดี เพื่อช่วยกะปริมาณอาหารไม่ให้เยอะเกินไป

เน้นรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก่อนเสมอ โดยทั่วไปเวลาหิว คนส่วนใหญ่มักจะมีแนวโน้มเลือกอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลได้ง่าย ลองปรับเปลี่ยนประเภทอาหารมาเป็นผัก ผลไม้ ธัญพืช หรือผลิตภัณฑ์จากนมที่มีไขมันต่ำก่อนอาหารประเภทอื่น ซึ่งกลุ่มอาหารเหล่านี้จะอุดมไปด้วยสารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย อีกทั้งยังช่วยลดปริมาณความต้องการกลุ่มสารอาหารที่ให้พลังงานสูงลงได้บ้าง

เปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกอาหาร อาหารเช้าที่ดีควรมีสัดส่วนของผักและธัญพืชอย่างน้อยครึ่งหนึ่งในมื้ออาหาร โดยอาจเลือกผักผลไม้หลากหลายสี ธัญพืชประเภทต่าง ๆ รวมถึงปรับอาหารบางชนิดที่ทดแทนกันได้และดีต่อสุขภาพมากกว่า เช่น เลือกเป็นนมไขมันต่ำหรือไขมัน 0% แทนสูตรปกติ เพราะจะได้รับพลังงานและไขมันน้อยกว่า แต่สารอาหารยังคงครบถ้วน รับประทานข้าวกล้องแทนข้าวขาว ดื่มน้ำเปล่าหรือน้ำผลไม้สดแทนเครื่องดื่มปรุงแต่ง

หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารปรุงแต่งสูง ลดปริมาณอาหารที่เต็มไปด้วยไขมันอิ่มตัว เติมน้ำตาลหรือเกลือปริมาณมาก เช่น เค้ก ไอศกรีม เครื่องดื่มที่มีรสหวาน พิซซ่า ไส้กรอก เบคอน อาหารกระป๋อง ซึ่งไม่ควรรับประทานเป็นมื้อเช้าเป็นประจำ แต่อาจรับประทานได้เป็นครั้งคราว

มื้อเช้านี้กินอะไรดี 

นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข จากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะนำว่า อาหารเช้าที่เหมาะสมสำหรับทุกกลุ่มวัยควรมีค่าพลังงานประมาณ 400-450 กิโลแคลอรี่ โดยใช้หลักการเลือกอาหารที่หลากหลายตามหมวดหมู่ที่ร่างกายต้องการ หากต้องหาซื้อรับประทานนอกบ้านก็สามารถทำได้ แต่ควรเลือกอาหารแบบปรุงสุก สด ใหม่ และประกอบด้วยสารอาหารจากหลายกลุ่ม หลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูปที่มีประโยชน์น้อย และมีโซเดียมสูง นอกจากนี้ ควรเสริมสารอาหารเพิ่มเติมจากจานหลักด้วยนม ผักหรือผลไม้สด

อาหารเป็นพิษ วิธีรักษา

อาหารเป็นพิษ วิธีรักษา

อาหารเป็นพิษ วิธีรักษา

อาหารเป็นพิษ วิธีรักษา- อาหารเป็นพิษ (Food Poisoning) เกิดจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีการปนเปื้อน ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หรือปวดท้อง ซึ่งอาการส่วนใหญ่มักไม่ร้ายแรง แต่หากเกิดอาการรุนแรงขึ้นก็อาจทำให้ร่างกายเสียน้ำและเกลือแร่จนเป็นอันตรายได้ โดยอาหารเป็นพิษเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในประเทศเขตร้อนอย่างเมืองไทยที่เชื้อโรคสามารถเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี ดังนั้น จึงควรระมัดระวังในการรับประทานอาหารอยู่เสมอ เพื่อป้องกันการเกิดภาวะนี้

 

อาหารเป็นพิษ

 

อาการของอาหารเป็นพิษ

ผู้ที่ได้รับเชื้อส่วนใหญ่จะแสดงอาการภายใน 1-2 วัน ขึ้นอยู่กับประเภทและปริมาณของเชื้อที่ร่างกายได้รับเข้าไป โดยอาจมีอาการหลังรับประทานอาหารไม่กี่ชั่วโมง หรือนานเป็นสัปดาห์หากได้รับเชื้อรุนแรง

 

อาหารเป็นพิษ

อาหารเป็นพิษเกิดจากการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโรค สารเคมี โลหะหนัก เชื้อแบคทีเรียจากเนื้อสัตว์ พืชผักที่ปรุงสุก ๆ ดิบ ๆ รวมไปถึงอาจพบเชื้อโรคก่อนอาการอาหารเป็นพิษได้จากอาหารกระป๋อง อาหารทะเล หรืออาหารค้างคืนที่ไม่ได้อุ่นก็ทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษได้เช่นกัน จะมีอาการดังนี้

  • รู้สึกพะอืดพะอม คลื่นไส้อาเจียนติดต่อกันหลายครั้ง หรืออาเจียนเป็นเลือด
  • มีอาการปวดท้องแบบบิดเกร็งเป็นพัก ๆ เนื่องจากการบีบตัวของลำไส้
  • ถ่ายท้องถ่ายมีมูกหรือเลือดปน
  • ไม่อยากอาหาร
  • มีอาการสูญเสียน้ำ เช่น รู้สึกเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ หมดเรี่ยวแรง ปากแห้ง ตาโบ๋ กระหายน้ำบ่อย ปัสสาวะน้อย เป็นต้น
  • มีอาการทางระบบประสาท เช่น มองเห็นไม่ชัด แขนเป็นเหน็บ หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นต้น

ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงดังต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที และไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง เพราะอาจทำให้อาการแย่ลงได้

  • มีสัญญาณของภาวะขาดน้ำเช่น ปากแห้ง กระหายน้ำอย่างมาก ปัสสาวะน้อยหรือไม่ปัสสาวะเลย ปัสสาวะมีสีเข้ม หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตต่ำ อ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ และหน้ามืด เป็นต้น ส่วนเด็กและทารกที่มีภาวะขาดน้ำ นอกจากอาการผิดปกติข้างต้นแล้ว อาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ตาโบ๋ ขม่อมยุบ มีน้ำตาไหลออกมาน้อยหรือไม่มีน้ำตาขณะร้องไห้ เป็นต้น
  • ท้องเสียติดต่อกัน 3 วันในผู้ใหญ่ หรือท้องเสียติดต่อกัน 24 ชั่วโมงในเด็ก โดยอาการไม่ดีขึ้น
  • อาเจียนถี่หรืออาเจียนอย่างต่อเนื่องนานกว่า 12 ชั่วโมง
  • มีเลือดปนในอาเจียนหรืออุจจาระ
  • ตามัวหรือมองเห็นไม่ชัด
  • ปวดท้องอย่างรุนแรง โดยอาการปวดไม่ลดลงหลังจากอุจจาระไปแล้ว
  • ท้องเสียร่วมกับมีไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส

อาหารเป็นพิษ

อย่างไรก็ตาม อาการท้องเดิน ถ่ายเหลว อาจมีสาเหตุมาจากโรคอื่นได้เช่นกัน เช่น อุจจาระร่วง บิด หรืออหิวาตกโรค ซึ่งมีอาการคล้ายอาหารเป็นพิษ ดังนั้นหากสังเกตว่าตัวเองมีอาการรุนแรง หรือมีไข้ขึ้นสูง ควรไปพบแพทย์อาจจะให้ยาปฎิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อเพื่อรักษา

 

อาหารเป็นพิษ

เมื่อมีอาการอาหารเป็นพิษ ควรดูแลร่างกายเบื้องต้นโดยปฏิบัติตามนี้

-ควรดื่มผงน้ำตาลเกลือแร่ เพื่อทดแทนน้ำที่ร่างกายสูญเสียไปกับอุจจาระหรืออาเจียน โดยให้ผสมผงน้ำตาลเกลือแร่กับน้ำตามสัดส่วนที่ระบุไว้ในฉลาก จิบครั้งละน้อย ๆ จนครบ 1 แก้วน้ำดื่ม หรืออย่างน้อยควรจิบให้ได้สักครึ่งแก้ว แต่ทั้งนี้ก็ควรระวังอย่าดื่มมากเกินไปจนให้อาเจียน

-หากมีไข้ให้รับประทานลดไข้ตามขนาดที่ระบุไว้ในฉลาก

 

อาหารเป็นพิษ

ผู้ป่วยอาการของอาหารเป็นพิษควรเลือกที่จะทานอาหารแต่อาหารอ่อน ๆ ย่อยง่าย อย่าง ข้าวต้ม โจ๊ก ต้มจืด กล้วย มะพร้าว ผักต้ม ขนมปัง ฯลฯ

เมนูอาหารญี่ปุ่น ที่ทำเองง่ายๆ

เมนูอาหารญี่ปุ่น ที่ทำเองง่ายๆ

เมนูอาหารญี่ปุ่น ที่ทำเองง่ายๆ – “เมนูอาหารญี่ปุ่น” ทั้งซูชิ ของทอด ข้าวจานเดียวสไตล์ญี่ปุ่นต่าง ๆ พร้อมเทคนิคเคล็ดไม่ลับที่มือใหม่หัดทำอาหารก็ทำตามเองได้ง่าย ๆ แบบไม่ต้องฝ่ารถติดไปไหนไกลก็ฟินกับอาหารญี่ปุ่นดีๆ เหมือนมีเซฟมาทำให้กินถึงบ้านได้เลย แถมอยากใส่อะไรเยอะน้อยแค่ไหนก็ตามใจอีกต่างหากพร้อมแล้วเลื่อนลงมาดูสูตรแล้วเข้าครัวทำตามได้เลยจ้าสาว ๆ

อาหารญี่ปุ่นเมนู Soboro Don หรือข้าวหน้าเนื้อสับ ซึ่งเนื้อในที่นี้จะเป็นเนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ใช้ได้หมดนะคะ เอกลักษณ์อยู่ตรงที่ ต้องเอามาสับ ๆ และผัดให้ละเอียด ทานพร้อมไข่ ผัก และก็ข้าวสวยร้อน ๆ รสชาติจานนี้เค้าก็ไม่ได้จืดชืดเหมือนหน้าตาอาหารนะคะ เป็นเนื้อเค็ม ๆ หวาน ๆ ทานกับข้าว เข้ากั๊นเข้ากัน

ใครที่เห็นเมนูอาหารญี่ปุ่นจานนี้นึกถึงการ์ตูนดราก้อนบอลแน่นอน อิอิ.. แต่ว่าอันนี้คืออาหารอย่างหนึ่งของญี่ปุ่นที่ปรับปรุงมาจากอาหารจีนคะ เหมือนไข่เจียวราดน้ำแดงเมนูนี้ชื่อว่า เทนชิงฮัง วิธีการทำ ตีไข่ไก่ใส่ปูอัดที่ตัดเป็นท่อน ๆ แล้วบี้ๆ ออกนิดหน่อยใส่ขิงสับละเอียด และทำน้ำซอสราดคือเอาเครื่องปรุงที่เหลือทั้งหมดยกเว้นน้ำมันงาเทใส่รวมกันในหม้อไปเลยและใส่แป้งมันลงไปตอนคนให้คนแป้งมันไม่เป็นก้อนแล้วค่อยปิดแก๊สใช้ไฟอ่อน ๆ คอยคนเป็นระยะๆ จนกระทั่งน้ำซุปเหนียวข้นประมาณน้ำราดหน้าพอปิดแก๊สแล้วค่อยใส่น้ำมันงาลงไป แล้วตักข้าวใส่จานโปะด้วยไข่เจียวเทน้ำราดลงไปแต่งหน้าด้วยต้นหอมหรือผักชีนิดหน่อยก็พร้อมทานแล้วคะ

อาหารญี่ปุ่นข้าวหน้าเนื้อสไลซ์ ส่วนผสม เนื้อสันวัวแช่แข็ง 3 ขีด บล็อคเคอรี่ 1/2 ดอก เห็ดเข็มทอง 1 ขีด แครอท 1/2 หัว ข้าวญี่ปุ่นหุง 2 ถ้วย (เครื่องหมักเนื้อ) โชยุ 1 ช้อนโต๊ะ ซอสเทริยากิ 2 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น 1/2 ช้อนชา และพริกไทยดำบด 1 ช้อนชา ขั้นตอนการทำ เริ่มใช้มีดบางสไลซ์เนื้อที่แช่แข็งตามขวางของลายเนื้อให้บางที่สุด ผสมเครื่องหมักเนื้อให้เข้ากันเทคลุกเคล้าให้เข้ากัน (เหลือเครื่องหมักไว้เล็กน้อย) หมักทิ้งไว้ในตู้เย็นธรรมดา จนเนื้อละลายไม่แข็งคลุกเคล้าให้เข้ากันอีกครั้งแล้วตั้งกระทะเทฟลอน ไฟแรง นำเนื้อลงย่าง กลับด้านเร็วๆ อย่าให้สุกมาก จะแข็ง พักไว้ นำผักลงผัดในกระทะย่างเนื้อ โรยเกลือเล็กน้อย ข้าวญี่ปุ่นอ่านวิธีหุงข้าวถุงแล้วตักใส่ชาม จัดเนื้อวางเรียง เคียงด้วยผักต่าง ๆ ราดด้วยเครื่องหมักเนื้ออีกครั้งพร้อมเสิร์ฟได้แล้วจ้า

อาหารญี่ปุ่นข้าวหน้าแกงกะหรี่หมูทอด ขอแนะนำเมนูอาหารญี่ปุ่นจานนี้โฮมเมตเอาใจคนชอบเครื่องเทศหอม ๆ ด้วยข้าวแกงกะหรี่หมูทอดเหมาะสำหรับเป็นจานเด็ดในร้านคาเฟ่ญี่ปุ่นแน่นอน สูตรไม่ธรรมดาใส่มะม่วงสุกลงไปเคี่ยวกับแกงกะหรี่ด้วยนะคะคุณๆทั้งหลาย เท่านั้นยังไม่พอเพิ่มออฟชั่นเสริมคือชีสเจ้าคะ เวลากินก็เอาแกงกะหรี่มาคลุกทั้งข้าวและหมูทอดให้ทั่ว รสชาติจะเป็นอย่างไรต้องพิสูจน์กันแล้วจ้า มีวิธีการทำคะ คือหั่นแครอท หอมใหญ่ และมันฝรั่งเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็ก ๆ แล้วก็นำแครอท หอมใหญ่และมันฝรั่งมาผัดกับน้ำมันพืชพอนิ่มจากนั้นใส่หมูสับและพริกไทยลงไปผัดจนสุก เติมน้ำด้วยน้ำซุปลงไปพอท่วมส่วนผสม และละลายแกงกะหรี่ก้อนกับน้ำร้อนแล้วเทลงไปในหม้อ คนผสมให้เข้ากันต้มจนเดือด และนำมะม่วงสุกกับน้ำผึ้งปั่นจนเป็นเนื้อเดียวกัน เทส่วนผสมลงไปในน้ำแกงกะหรี่สุดท้ายใส่เนยสดลงไปต้มจนเดือดละปิดไฟพักไว้ พอส่วนผสมอุ่นแล้วนำไปปั่นจนเป็นซอสเนื้อเนียน ๆ เตรียมไว้และนำเนื้อหมูไปชุปเกล็ดขนมปังให้ทั่วใส่ลงไปในกระทะทอดจนกรอบ และตักข้าวใส่จานวางหมูทอดลงไปและราดด้วยน้ำแกงกะหรี่สุดท้ายบีบท็อปปิ้งชีสลงไปบนหมูทอดพร้อมเสิร์ฟจ้า

ถือเป็นเมนูอาหารญี่ปุ่นในแบบฉบับที่ง่ายๆนะคะ ลองทำกินกันที่บ้านดูจ้าไม่ต้องออกไปหาของกินกันไกลแค่มีอุปกรณ์ครบเท่านั้นก็ทำได้แล้วจ้า

ข้าวห่อไข่สไตล์ญี่ปุ่น

ส่วนผสม

  • แฮมหั่นเต๋า 2 แผ่น
  • ถั่วลันเตา 1 ช้อนโต๊ะ
  • แครอทหั่นเต๋า 1 ช้อนโต๊ะ
  • ข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ
  • ข้าวสวย 1 ถ้วย
  • ซอสมะเขือเทศ
  • ซีอิ๊วขาว
  • น้ำมันพืช
  • ไข่ไก่ 2 ฟอง
  • เกลือป่น
  • นมสด เล็กน้อย
  • ข้าวสวย

วิธีทำ

  1. ใส่น้ำมันลงในกระทะ ใส่แฮม ถั่วลันเตา แครอท และข้าวโพดลงไปผัด เปิดไฟแรง ผัดสักครู่
  2. เทข้าวลงไปผัดให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยซอสมะเขือเทศ ซีอิ๊วขาว ผัดให้เข้ากัน ตักใส่จานพักไว้
  3.  ตอกไข่ไก่ใส่ชาม ปรุงรสด้วยเกลือ เติมนมสดลงไป ใช้ตะเกียบตีไข่ไก่ให้แตกแล้วคนให้เข้ากัน
  4. เทน้ำมันลงไปกลอกให้ทั่วกระทะ ใช้ไฟแรงสุด ค่อยๆ เทไข่ไก่ลงไป พร้อมกลอกไข่ให้เป็นแผ่นบางทั่วกระทะ
  5. ทอดไข่ลักษณะกลมแบนพอสุกแล้วให้ตะแคงกระทะ ปรับเป็นไฟอ่อน เอียงกระทะไปมาเพื่อทำให้ไข่สุกมากขึ้นตามชอบ
  6. พอไข่สุกได้ที่แล้วก็ตักข้าวผัดลงไปตรงกลางไข่
  7. ห่อแผ่นไข่โดยพับด้านข้างทั้ง 2 ด้านของไข่เข้าหากัน จากนั้นค่อยๆ จับกระทะคว่ำลงบนจาน จัดไข่เป็นทรงลูกรักบี้ พร้อมเสิร์ฟ

กุ้งเทมปุระ 

ส่วนผสม

  • แป้งสำเร็จรูปเทมปุระ 1 ถ้วย
  • น้ำเย็นจัด 1+1/2 ถ้วย
  • กุ้งสด
  • น้ำมันพืช
  • น้ำจิ้มเทมปุระ

วิธีทำ

  1. แกะเปลือกกุ้งออก ใช้เฉพาะส่วนเนื้อและหาง นำเส้นกลางดำออก
  2. บั้งตรงท้องกุ้ง 3-4 จุด แต่ไม่ให้ขาด เพื่อให้กุ้งยืดตัวได้ตรง นำไปคลุกแป้งเทมปุระบางๆ พักไว้
  3. นำแป้งเทมปุระผสมกับน้ำเย็นจัดคนให้แป้งละลาย เตรียมไว้
  4. ตั้งกระทะให้น้ำมันร้อน คนผสมแป้งที่ผสมน้ำเย็นอีกครั้งให้แป้งกระจายตัว
  5. ใช้มือชุบน้ำแป้งแล้วสะบัดนิ้วใส่ไปบนผิวน้ำมันให้เป็นจุดเล็กๆ ทั่วๆ จนเต็มกระทะ
  6. นำกุ้งที่เราคลุกแป้งแห้งลงคลุกไปในน้ำแป้งที่ผสมน้ำเย็นแล้วนำไปวางบนแป้งที่เราสะบัดโรยไว้ในตอนแรก
  7. แป้งที่โรยเอาไว้จะเกาะตัวกุ้งด้านหนึ่งและฟูสวย โดยให้วางกุ้งห่างกันนิดหน่อย
  8. พอแป้งเหลืองให้กลับกุ้ง ทอดพอสุกเหลืองสวย ตักขึ้นสะเด็ดน้ำมัน จัดเสิร์ฟร้อนๆ พร้อมน้ำจิ้มเทมปุระ

ไข่หวานญี่ปุ่น

ส่วนผสม

  • ไข่ไก่ 6 ฟอง
  • มิริน 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 3 ช้อนชา
  • น้ำมันพืช 2 ช้อนชา
  • ไข่ไก่ 6 ฟอง

วิธีทำ

  1. ตีไข่ไก่และผสมส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน
  2. กรองไข่ที่ตีด้วยกระชอน ประมาณ 2-3 รอบ เพื่อให้ได้เนื้อไข่ที่เนียน
  3. ตั้งกระทะใช้ไฟปานกลาง ครั้งแรกให้เทไข่ลงไปประมาณ 3 ทัพพี
  4. พอไข่สุกเริ่มนิดๆ ให้หน้ายังเหลวๆ นิดๆ ม้วนไข่แบบเบามือพับทบไปเรื่อยๆ
  5. ม้วนไข่ทบไปเรื่อยๆ 5-6 รอบ หรือม้วนจนได้ขนาดที่พอใจ
  6. กดไข่กับขอบกระทะ เพื่อจะได้ทรงไข่เป็นเหลี่ยมและเป็นแท่ง นาบให้ได้สีเกรียมสวยงาม
  7. เอาไข่หวานญี่ปุ่นพักใส่จานให้เย็น ไม่ต้องกลัวไข่ไม่สุก เพราะอุณหภูมิในไข่ม้วนจะระอุจนสุดท้ายจะสุกทั้งชิ้นเอง
  8. หั่นใส่จานเก็บไว้ได้ 2-3 วันในตู้เย็น เสิร์ฟพร้อมข้าวญี่ปุ่น หรือปั้นเป็นซูชิก็อร่อยไม่แพ้กัน

แซลมอนย่างซอสเทอริยากิ

ส่วนผสม

  • เนื้อปลาแซลมอนสด 1 ชิ้น
  • น้ำจิ้มบ๊วยเจี่ย 3 ช้อนโต๊ะ
  • ซอสเทอริยากิ 2 ช้อนโต๊ะ
  • งาขาว 1/4 ช้อนชา
  • ต้นหอมซอย 1/4 ช้อนชา
  • หน่อไม้ฝรั่ง 2 ต้น
  • เนยสด 1 ช้อนชา

วิธีทำ

  1. ใส่น้ำมันพืชลงในกระทะเล็กน้อย นำขึ้นตั้งไฟแรง
  2. ใส่ปลาแซลมอนลงย่างในกระทะ โดยวางส่วนที่เป็นหนังปลาลงไปก่อน จนกระทั่งหนังปลากรอบจึงพลิกกลับด้าน
  3. สังเกตจากสีตรงด้านข้างของเนื้อปลา ถ้าเนื้อปลาเปลี่ยนสีไปจนใกล้ถึงจุดกึ่งกลางแล้วให้ปิดไฟ ยกลงจากเตา เตรียมไว้
  4. นำซอสเทอริยากิและน้ำจิ้มบ๊วยเจี่ยใส่กระทะ นำขึ้นตั้งไฟเคี่ยวจนเหนียวเล็กน้อย ยกลงจากเตา พักทิ้งไว้
  5. นำหน่อไม้ฝรั่งไปต้มในน้ำเดือดประมาณ 30 วินาที และนำไปผัดกับเนย ตักวางลงบนจาน
  6. วางปลาแซลมอนย่างทับบนหน่อไม้ฝรั่ง ราดด้วยซอสเทอริยากิตามชอบ โรยหน้าด้วยงาคั่วและต้นหอมซอย เสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อนๆ

ข้าวห่อสาหร่ายปูอัด

ส่วนผสม

  • ข้าวญี่ปุ่นหุงสุก 1 ถ้วย
  • สาหร่ายแผ่นใหญ่ 1 แผ่น
  • ปูอัด 4 แท่ง
  • มายองเนส
  • โชยุ
  • แผ่นไม้สำหรับห่อข้าวปั้น

วิธีทำ

  1. วางสาหร่ายลงบนแผ่นไม้สำหรับห่อข้าวปั้น
  2. นำข้าวญี่ปุ่นวางเรียงลงไปให้ชิดติดมุมล่างประมาณ 1/3 ของแผ่นสาหร่าย
  3. ราดซอสมายองเนสลงไปให้ทั่ว ตามด้วยปูอัด วางลงไปตามแนวยาว
  4. ห่อซูชิ โดยห้เราจับมุมแผ่นไม้ห่อข้าวปั้นม้วนข้าวกดให้แน่น เพื่ออัดข้าวให้อยู่ตัวเข้ารูปและค่อยๆ ม้วนเป็นก้อนกลมๆ
  5. ม้วนจนหมดแผ่นสาหร่าย เราก็จะได้แท่งสาหร่ายยาวๆ
  6. สุดท้ายให้หั่นพอดีคำ พร้อมเสิร์ฟค่ะ

สลัดมันฝรั่งญี่ปุ่น

ส่วนผสม

  • มันฝรั่ง 3 หัว
  • แครอท 1/3 หัว
  • แตงกวา 1 ลูก
  • หอมหัวใหญ่ 20 กรัม
  • น้ำส้มสายชู 1 ช้อนชา
  • เกลือ 1/3 ช้อนชา
  • มายองเนส 70 กรัม
  • มัสตาร์ด 1 ช้อนชา
  • น้ำตาล 1/2 ช้อนชา
  • พริกไทยป่นเล็กน้อย

วิธีทำ

  1. ผ่ามันฝรั่งตามยาวออกเป็น 4 ซีก จากนั้นแช่มันฝรั่งในน้ำ 1-2 นาที แล้วนำมาวางให้สะเด็ดน้ำ
  2. ปอกเปลือกแครอท และผ่าตามยาวเป็น 4 ซีก 
  3. นึ่งมันฝรั่งและแครอทในหม้อนึ่งประมาณ 15-20 นาที จากนั้นนำขึ้นจากหม้อ
  4. ใส่น้ำส้มสายชู เกลือ และพริกไทยลงไปคลุกกับมันฝรั่งให้ทั่ว
  5. จากนั้นแบ่งมันฝรั่งออกเป็นสองส่วน โดยครึ่งหนึงใช้ส้อมบี้ให้ละเอียด อีกครึ่งหนึ่งเก็บไว้คลุกทีหลัง จากนั้นจึงพักให้เย็น
  6. หั่นหอมใหญ่ และแตงกวาเป็นชิ้นบางๆ จากนั้นโรยเกลือ ขยำให้เข้ากัน
  7. ผสมมายองเนส มัสตาร์ด และน้ำตาลลงในชาม ตามด้วยหอมหัวใหญ่ แตงกวา มันฝรั่ง และแครอท
  8. คลุกส่วนผสมให้เข้ากัน พร้อมจัดใส่จาน

พิซซ่าญี่ปุ่น

ส่วนผสม

  • แป้งเค้ก 1 ถ้วย
  • ไข่ไก่ 2 ฟอง
  • น้ำเปล่า 1 ถ้วย
  • กะหล่ำปลีซอย 1/2 ลูก
  • แครอทหั่นเต๋า 1/2 หัว
  • น้ำมันพืช
  • เบคอน
  • ซอสโอโคโนมิยากิสำเร็จรูป
  • มายองเนส
  • ปลาโอแห้ง
  • สาหร่ายแผ่นตัดเป็นเส้น

วิธีทำ

  1. ผสมแป้งเค้กกับไข่ไก่ และน้ำเปล่า ตีผสมเข้าด้วยกันจนเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน
  2. ใส่กะหล่ำปลีสับลงไป ตามด้วยแครอท คนผสมให้เข้ากัน พักไว้
  3. นำกระทะขึ้นตั้งไฟ ทาน้ำมันพืชในกระทะให้ทั่ว พอร้อนตักส่วนผสมแป้งใส่ลงไปตรงกลางกระทะ ทอดด้วยไฟอ่อนๆ จนแป้งเริ่มสุก
  4. ตัดเบคอนเป็นชิ้นๆ วางใส่ลงไปบนแป้ง แล้วกลับด้านทอดต่อจนสุก
  5. ตักพิซซ่าใส่จานทาด้วยซอสโอโคโนมิยากิให้ทั่ว บีบมายองเนสลงไป
  6. สุดท้ายโรยปลาโอแห้งและสาหร่ายเส้นๆ ให้สวยงาม พร้อมเสิร์ฟ

หลายๆ เมนูที่นำมาในวันนี้ เป็นอาหารญี่ปุ่นที่ไม่ได้มีแค่ซูชิ เพราะคนส่วนใหญ่ถ้านึกถึงอาหารญี่ปุ่นจะนึกถึงแต่ซูชิ ทำบ่อยๆ ลูกอาจก็จะเบื่อได้ หวังว่าสูตรอาหารญี่ปุ่นที่มาแชร์ในวันนี้จะทำให้คุณแม่มีไอเดียทำอาหารสไตล์ญี่ปุ่นให้เด็กๆ ลองทานกันนะคะ

อาหารลดน้ำหนัก ยิ่งกินยิ่งผอม

อาหารลดน้ำหนัก ยิ่งกินยิ่งผอม

ปัจจุบันมีผู้สนใจเรื่องลดความอ้วนกันมาก เพราะต่างก็ตระหนักถึงผลร้ายของความอ้วนที่มีผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจ ไม่ว่าหญิงหรือชาย คนหนุ่มสาวหรือคนแก่ และพวกวัยรุ่นทั้งหลายพากันไปเป็นลูกค้าของสถานบริการลดความอ้วนเพิ่มจำนวนขึ้นผิดหูผิดตาทีเดียว
ถ้าจะพูดว่าธุรกิจสถานบริการลดความอ้วนเฟื่องฟูที่สุดในยุคนี้เห็นจะไม่ผิดนัก ในประเทศไทยเองก็มีทั้งสถานบริการลดความอ้วนที่ดำเนินงานโดยคนไทย และสถานบริการลดความอ้วนของต่างประเทศเข้ามาเปิดสาขาอยู่มากมาย มีการโฆษณากันอย่างกว้างขวางในประสิทธิภาพของแต่ละแห่ง เป็นต้นว่า ลดไขมันส่วนเกิน ง่ายแค่ปลายนิ้วสัมผัส
ฟังแล้วชวนฉงน ทั้งน่าสนใจมาก เพราะง่ายดี…แต่จะให้ประสิทธิผลจริงหรือเปล่าเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ทำไมคนในยุคนี้จึงอ้วนกันนัก
เมื่อพูดถึงคนอ้วนก็อดจะนึกถึงชาวอเมริกันไม่ได้ เพราะชาวอเมริกันนั้นถือว่า เป็นพวกที่อ้วนได้มากและอ้วนได้เร็วกว่าใครๆ สถิติในปัจจุบันยกให้ชาวอเมริกันเป็นชาติที่อ้วนที่สุดในโลก (เฉลี่ยจากพลเมืองทั้งหมด) นักสถิติยังพบว่า หลังจากอายุ 20 ปีขึ้นไปแล้ว ชาวอเมริกันจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยคนละ ½-1 ½ ปอนด์ทุกๆปี และน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมานี้ก็เป็นไขมันทั้งสิ้น 
สาเหตุของความอ้วนมาจากความสะดวกสบายที่มีมากขึ้น จะทำอะไรก็ล้วนมีเครื่องผ่อนแรงให้แทน จะไปไหนก็นั่งแต่รถยนต์ ภายในรถยนต์เองก็เต็มไปด้วยเครื่องผ่อนแรง อยากให้กระจกขึ้นลงก็เพียงกดปุ่ม ไม่ต้องออกแรงหมุนให้เมื่อย เครื่องซักผ้าเอย เครื่องดูดฝุ่นเอย ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นต้นเหตุให้ชาวอเมริกันอ้วนกันได้ง่ายๆ 

นายแพทย์ยอร์จ แบล็กเบอร์น ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องอ้วนได้ทำการศึกษาถึงสาเหตุที่ทำให้คนเราอ้วนขึ้น พบว่ามีปัจจัยที่สำคัญอยู่ 7 ประการดังนี้
กรรมพันธุ์มีอิทธิพลอยู่ ร้อยละ 10
การเลี้ยงดูในวัยเด็ก ร้อยละ 10
จำนวนของเซลล์ไขมันในร่างกาย ร้อยละ 10
พฤติกรรมการกิน ร้อยละ 20
บุคลิกและวิถีการดำเนินชีวิต ร้อยละ 20 
อายุ ร้อยละ 15
การออกกำลังกาย ร้อยละ 15

นอกจากนี้ความเหงาก็เป็นเหตุให้อ้วนได้ หลายคนชอบกินแก้เหงาเพราะแก้ได้ทั้งเหงาใจและเหงาปาก พอเหงาขึ้นมาไม่รู้จะทำอะไร หมุนไปหมุนมาก็เปิดตู้เย็น เดินไปเดินมาก็เลยเลี้ยวเข้าครัว หรือบางคนก็ชอบแก้เหงาด้วยการทำขนมหรือทำกับข้าว เหตุนี้หลายคนจึงอ้วนเพราะความเหงา 
จะเห็นว่าสาเหตุที่ทำให้อ้วนนั้นมีอยู่มากมาย บางอย่างก็เห็นได้ชัดเจน บางอย่างก็เป็นผลทางอ้อม ความจริงยังมีเหตุที่ทำให้ร่างกายอ้วนใหญ่ได้อีกอย่างหนึ่ง แต่มีไม่มากนักและแก้ไขยาก เป็นเรื่องของแพทย์โดยเฉพาะ นั่นคือ ความอ้วนที่เกิดจากโรค เช่น มีความผิดปกติในสมอง หรือความผิดปกติของการหลั่งฮอร์โมน เป็นต้น

อันตรายจากความอ้วน 
การที่ผู้คนจำนวนมากมายพยายามลดความอ้วนกันอยู่ทุกวันนี้ มีเหตุผลอยู่หลายประการ เช่น เพื่อให้มีรูปร่างเป็นที่ต้องตาต้องใจผู้พบเห็น ทำให้แต่งตัวได้ง่ายและดูสวยงาม สะดวกในการหาซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปใช้ ตลอดจนช่วยให้มีการเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่ว แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดก็คือ เรื่องของสุขภาพอนามัยวงการแพทย์ในปัจจุบันนี้มีความเห็นพ้องต้องกันว่า การมีร่างกายที่อ้วนเกินไปนั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างแน่นอนที่สุด แม้ไขมันจะเป็นสิ่งจำเป็นและมีประโยชน์ต่อร่างกาย อยู่ไม่น้อย แต่การที่มีปริมาณของไขมันมากเกินไปย่อมมีผลเสียแน่นอน 

ผู้เขียนได้ลองรวบรวมข้อเสียและอันตรายจากภาวะที่อ้วนเกินไปจากหนังสือหลายๆเล่ม รวมทั้งที่ได้พบในฐานะที่เป็นแพทย์และตัวเองก็เคยเป็นคนอ้วนอยู่ระยะหนึ่ง พอสรุปได้ว่า การที่อ้วนเกินไปนั้นมีข้อเสียอยู่หลายประการ คือ
1.
จากสถิติพบว่าผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐานถึงร้อยละ 20 จะมีโอกาสหัวใจวายมากขึ้นถึง 3เท่า 

2. คนอ้วนจะมีโรคความดันโลหิตสูงได้มากกว่า

3. คนอ้วนมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานได้มากกว่า 

4. คนอ้วนเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดี มากกว่าคนผอม

5. มีการศึกษาพบว่าผู้ที่อ้วนมาก คือ มีน้ำหนักตัวเกินเฉลี่ยถึงร้อยละ 40 ถ้าเป็นผู้หญิงจะมีโอกาสเกิดมะเร็งของมดลูก รังไข่ และเต้านม ได้มากขึ้น ถ้าเป็นผู้ชายก็จะเป็นมะเร็งของลำไส้ใหญ่ และต่อมลูกหมากได้มากกว่าคนที่มีน้ำหนักตัวปกติ

6. คนอ้วนจะเป็นโรคที่เกี่ยวกับข้อได้มากกว่า โดยเฉพาะข้อสะโพก ข้อเข่า ข้อเท้า และที่ตัวเท้าเอง เพราะข้อเหล่านี้จะต้องรับน้ำหนักมากกว่าปกติไม่ว่าจะยืนหรือเดินก็ตาม 

7. คนอ้วนจะเกิดเส้นเลือดขอดได้มากกว่า 

8. หญิงที่อ้วนมากจะตั้งครรภ์ได้ยากกว่า และจะมีปัญหาเกี่ยวกับการคลอดมากกว่าด้วย 

9. ผู้ที่อ้วนมากจะมีปัญหาทางเพศสัมพันธ์ได้ไม่ว่าชายหรือหญิง หากไม่ทราบวิธีแก้ไข ความสุขทางเพศจะน้อยลงมาก

10. คนอ้วนจะประสบอุบัติเหตุได้บ่อยกว่าผู้ที่มีรูปร่างปกติ เพราะคนอ้วนมักจะอุ้ยอ้ายและคล่องแคล่วน้อยกว่า โอกาสพลาดพลั้งจึงมากกว่า และเมื่อเกิดอุบัติเหตุก็มักจะรุนแรงกว่า และรักษายากกว่าด้วย 

11. เมื่อมีความจำเป็นต้องตรวจร่างกาย แพทย์จะตรวจร่างกายของคนผอมได้ง่ายกว่าคนอ้วนมาก เพราะไขมันจะมาบดบังทำให้ฟัง หรือคลำหาสิ่งผิดปกติได้ยาก แม้แต่ภาพเอกซเรย์ของคนอ้วนก็ยังไม่ชัดเท่าของคนผอม ยิ่งถ้าต้องทำการผ่าตัดด้วยแล้ว (โดยเฉพาะเกี่ยวกับช่องท้อง) จะทำยากกว่ามากมาย

12. เมื่อคนอ้วนต้องเป็นผู้ป่วย การพยาบาลดูแลรักษาจะมีความยุ่งยากมากกว่า ยิ่งถ้าเป็นโรคที่เคลื่อนไหวเองไม่ได้ เช่น อัมพาต จะเพิ่มปัญหาให้กับผู้ดูแลอีกมากมายทีเดียว แม้เมื่อถึงแก่กรรมแล้ว ศพของคนอ้วนก็ยังจัดการได้ยากกว่าคนผอม

13. บ่อยครั้งที่คนอ้วนเป็นที่รังเกียจของสังคม เช่น การขึ้นลงหรือนั่งในรถประจำทาง แม้ในรถโดยสารหรือบนเครื่องบินก็ไม่มีใครอยากจะนั่งใกล้คนที่อ้วนๆ

14. งานอาชีพบางอย่างอาจไม่เปิดโอกาสให้คนอ้วน เช่น เป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน งานประชาสัมพันธ์ คนนำเที่ยว(ไกด์) หรือการเป็นนักแสดงคนอ้วนก็มักถูกกำหนดให้เป็นคนรับใช้มากกว่าที่จะเป็นนางเอกหรือพระเอก (ยกเว้นจะไปแสดงหนังแขก)

15. ข้อสุดท้ายนี้เป็นปัญหาที่ใหม่มากสำหรับคนอ้วนหลายๆคน นั่นคือ ปัญหาทางจิตใจ เราอาจพบว่ามีคนอ้วนบางคนที่มีจิตใจแจ่มใส หน้าตายิ้มแย้ม และอารมณ์ดี แต่ก็มีคนอ้วนอีกมากมายที่ไม่พอใจในรูปร่างของตนเอง และถือเอาความอ้วนมาเป็นปมด้อยประจำตัว กลายเป็นคนคิดมากสารพัดอย่าง ใครมองหน้าหน่อยก็คิดว่าเขาเยาะเย้ย เห็นใครคุยกันแล้วมองมาก็คิดว่าเขากำลังนินทา ยิ่งถ้ากำลังกินอะไรอยู่แล้วมีใครมองมาก็คิดว่าเขากำลังนึกสมเพชเรา หรือเขาคงกำลังพูดในใจว่า “โธ่เอ๋ย เป็นตุ่มอย่างนี้แล้วยังจะกินอีก” อะไรทำนองนี้ ความไม่พอใจหรือมีปมด้อยในรูปร่างของตนเองนี้ ทำให้กลายเป็นคนที่หาความสุขไม่ได้ หงุดหงิดและเครียด หลายคนก็เลยดับความเครียดด้วยการกิน ผลก็คือยิ่งอ้วนขึ้น และยิ่งเครียดมากขึ้น หลงเข้าสู่วงจรอันเลวร้ายโดยไม่รู้ตัว
ที่กล่าวมานี้ ก็เป็นเหตุผลอย่างเพียงพอที่เราจะต้องเริ่มลดน้ำหนักตัวส่วนเกินอย่างจริงจังแล้ว

อาหารลดน้ำหนัก ยิ่งกินยิ่งผอม – สำหรับสาวๆ ที่กำลังอยากฟิตหุ่น นอกจากออกกำลังกายแล้ว อาหารก็สำคัญ กินให้ครบ 3 มื้อ อย่าอด กินอย่างสม่ำเสมอ เป็นประจำ ส่วนถ้าวันไหนนึกไม่ออกว่าจะกินอะไรดี แนะนำเมนู อาหารลดน้ำหนัก ทำเองง่ายๆ รับรองได้เลยว่า หุ่นดีจะตามมาอีกไม่นานแน่นอน

เข้าสู่ยุคที่ใครๆก็หันกลับมารักสุขภาพ เน้นกินดี มีประโยชน์ ทานอาหารลดน้ำหนัก ควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย ทฤษฎีง่ายๆ ที่เชื่อว่าทุกคนรู้กันดี แต่ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่ทุกคนจะทำสำเร็จ เพราะการจะมีรูปร่างที่ดี ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากที่สุดก็คือใจสู้จริงหรือเปล่า? ถ้าตั้งใจจริง มีระเบียบวินัย ยังไงก็ถึงเป้าหมายแน่นอน

เริ่มต้นด้วย อาหารลดน้ำหนัก เมนูแรกคือ เมนูสุกี้ในตำนาน ยิ่งกินยิ่งผอม เป็นเมนูที่หากินบ่อยที่สุดในช่วงลดน้ำ เพราะทำงาน อิ่มนาน สารอาหารครบ มีปริมาณ 250 – 300 แคลลอรี่เองจ้าไม่อ้วนแน่นอนสาวๆลองทำกินดูได้จ้า

แซนด์วิชโฮลวีตบวกอกไก่สับไม่ใส่น้ำมันบวกไข่ดาวไม่ใส่น้ำมัน ส่วนผสมมีขนมปังโฮมวีต ไข่ดาวไม่ใส่น้ำมัน อกไก่สับรวมไม่ใส่น้ำมัน พริกไทย และสลัดผักต่าง ๆ วิธีการทำง่ายๆนิดเดียวจ้าสาวๆ  1.ทำอกไก่สับรวมในกระทะไม่มีน้ำมันใส่พริกไทยนิดหนึ่ง 2. นำขนมปังมาประกบส่วนผสมทุกอย่างวางมั่วๆ ไปห่อพลาสติกคลุมอาหารเสร็จแล้วตัดครึ่งเลยแค่นี้ได้อาหารคลีนและไม่อ้วนด้วยจ้า

ปลาซาบะทอดบวกต้มยำกุ้งบวกแกงจืด ส่วนผสมของปลาซาบะ มีปลาซาบะกับผักเครื่องเคียง ส่วนผสมของต้มยำกุ้ง มีเครื่องต้มยำ น้ำตาลมะพร้าว มะนาว น้ำปลาสูตรลดโซเดียม และก็มีเห็ดเข็มทอง ส่วนผสมแกงจืดผักกาดขาวหมูสับ มีผักกาดขาว สันในหมูสับ กระเทียม พริกไทย รากผักชี ซีอิ๊วขาวสูตรลดโซเดียม เกลือสีชมพู  วิธีการทำ นำปลาซาบะมาทอดด้วยหม้ออบลมร้อนแล้วก็มีผักเคียงและเริ่มทำต้มยำกุ้งไว้ซดน้ำร้อน ๆ ด้วยนะคะ ใส่เครื่องต้มยำ เติมน้ำตาลมะพร้าวตัดนิดเดียวพอแล้วปรุงรสด้วยมะนาวกับน้ำปลา Good life ใส่เห็ดเข็มทองด้วย และทำแกงจืดผักกาดขาวหมูสับ ใช้สันในหมูสับ ตำกระเทียม พริกไทย และรากผักชี ตั้งน้ำใส่ลงไปรอเดือด ใส่หมูสับลงไป รอเดือดเติมซีอิ๊วขาว Good life และก็ใส่เกลือชมพู แล้วก็ใส่ผักแค่นี้ก็ได้เมนูที่ลดน้ำหนักแต่อร่อยเหมือนปกติทุกอย่างนะคะ

ผัดกะเพราอกไก่ มีส่วนผสมมีอกไก่ ถั่วลั่นเตา แครอท ข้าวโพด แบบแช่แข็ง กระเทียม พริก พริกไทย ซีอิ๊วดำ ซีอิ๊วขาวสูตรลดโซเดียม น้ำตาลมะพร้าว ใบกะเพรา ไข่ต้ม และก็ผักเคียงได้แก่ หน่อไม้ฝรั่งนึ่ง แตงกวา ฟักทองนึ่ง วิธีการทำ หากข้าวกล้องหมด จัดข้าวขาวได้จ้าโรยงานนิดหนึ่ง และทำผัดกะเพราอกไก่โดยใส่กระเทียม พริก พริกไทย ผัดกับอกไก่ แล้วก็ใส่ถั่วลันเตา แครอท ข้าวโพด อันนี้แนะนำซื้อแบบฟรีชมาจะใช้ได้นานจ้า เอาออกมาใส่ทีละหน่อย ปรุงรสด้วยซีอิ๊วดำ ซีอิ๊วขาว Good life มีตัดด้วยน้ำตาลมะพร้าวนิดเดียวจ้า เครื่องเคียงวันนี้มีหน่อไม้ฝรั่งนึ่ง ไข่ต้มและฟักทองนิดหน่อยจ้า อิ่มเกินจะเยียวยาบอกเลยไม่อ้วนแน่นอนเพราะจำนวนแคลลอรี่ไม่เยอะจ้า

อกไก่แห้ง ๆ กินแล้วฝืดคอยังสามารถเอาไปทำอาหารคลีนสไตล์ฝรั่งได้อีกด้วย อย่างเมนูอกไก่ผัดมันฝรั่ง ก่อนอื่นต้องเอาอกไก่ไปหมักก่อนแล้วค่อยนำมาผัดกับมันฝรั่งและแครอท เพิ่มความหอมจากเห็ดหอม ปรุงรสให้กลมกล่อม พร้อมเสิร์ฟกับข้าวกล้องร้อน ๆ อุ๊ตะเห็นภาพแล้วน่าหม่ำจริงเชียว

สลัดก๊วยเตี๊ยวเวียดนาม เมนูเส้นแบบคลีน ๆ อาหารลดน้ำหนัก สูตรนี้ใช้ผักหลากหลายชนิดมากแต่ที่ขดไม่ได้เลยเส้นหมี่เวียดนาม ทีเด็ดคือ น้ำสลัดสไตล์เวียดนามเสิร์ฟกับไก่ย่างร้อนๆ ก็อร่อยจ้าที่สำคัญแคลลอรี่น้อยไม่อ้วนแน่นอนจ้า

อาหารไทย โบราณที่หาทานยากที่สุด

อาหารไทย โบราณที่หาทานยากที่สุด

อาหารไทย

อาหารไทย เป็นอาหารประจำของชนชาติไทย ที่มีการสั่งสมและถ่ายทอดมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีต จนเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติถือได้ว่าอาหารไทยเป็นวัฒนธรรมประจำชาติที่สำคัญของไทย ขณะที่อาหารพื้นบ้าน หมายถึง อาหารที่นิยมรับประทานกันเฉพาะท้องถิ่น ซึ่งเป็นอาหารที่ทำขึ้นได้ง่าย โดยอาศัยพืชผักหรือเครื่องประกอบอาหารที่มีอยู่ในท้องถิ่นมีการสืบทอดวิธีปรุงและการรับประทานต่อๆ กันมา

จุดกำเนิดอาหารไทย อาหารไทยมีจุดกำเนิดพร้อมกับการตั้งชนชาติไทย และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน เรื่องความเป็นมาของอาหารไทยยุคต่างๆ สรุปได้ดังนี้

·         สมัยสุโขทัย

อาหารไทยในสมัยสุโขทัยได้อาศัยหลักฐานจากศิลาจารึกและวรรณคดี สำคัญคือ ไตรภูมิพระร่วงของพญาลิไท ที่ได้กล่าวถึงอาหารไทยในสมัยนี้ว่า มีข้าวเป็นอาหารหลัก โดยกินร่วมกับกับข้าว ที่ส่วนใหญ่ได้มาจากปลา มีเนื้อสัตว์อื่นบ้าง การปรุงอาหารได้ปรากฏคำว่า “แกง” ใน ไตรภูมิพระร่วงที่เป็นที่มาของคำว่า ข้าวหม้อแกงหม้อ ผักที่กล่าวถึงในศิลาจารึก คือ แฟง แตงและน้ำเต้า ส่วนอาหารหวานก็ใช้วัตถุดิบพื้นบ้าน เช่น ข้าวตอกและน้ำผึ้งส่วนหนึ่งนิยมกินผลไม้แทนอาหารหวาน

·         สมัยอยุธยา

สมัยนี้ถือว่าเป็นยุคทองของไทยได้มีการติดต่อกับชาวต่างประเทศมากขึ้นทั้งชาวตะวันตกและตะวันออกจากบันทึกเอกสารของชาวต่างประเทศ พบว่าคนไทยกินอาหารแบบเรียบง่ายยังคงมีปลาเป็นหลัก มีต้ม แกงและคาดว่ามีการใช้น้ำมันในการประกอบอาหารแต่เป็นน้ำมันจากมะพร้าวและกะทิมากกว่าไขมันหรือน้ำมันจากสัตว์มากขึ้น คนไทยสมัยนี้มีการถนอมอาหาร เช่นการนำไปตากแห้ง หรือทำเป็นปลาเค็ม มีอาหารประเภทเครื่องจิ้ม เช่นน้ำพริกกะปิ นิยมบริโภคสัตว์น้ำมากกว่าสัตว์บก โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่ไม่นิยมนำมาฆ่าเพื่อใช้เป็นอาหาร ได้มีการกล่าวถึงแกงปลาต่างๆ ที่ใช้เครื่องเทศ เช่น แกงที่ใส่หัวหอม กระเทียม สมุนไพรหวาน และเครื่องเทศแรงๆ ที่คาดว่านำมาใช้ประกอบอาหารเพื่อดับกลิ่นคาวของเนื้อปลา

หลักฐานจากการบันทึกของบาทหลวงชาวต่างชาติที่แสดงให้เห็นว่าอาหารของชาติ ต่าง ๆ เริ่มเข้ามามากขึ้นในสมเด็จพระนารายณ์ เช่น ญี่ปุ่น โปรตุเกส เหล้าองุ่นจากสเปนเปอร์เซีย และฝรั่งเศส สำหรับอิทธิพลของอาหารจีนนั้นคาดว่าเริ่มมีมากขึ้นในช่วงยุคกรุงศรีอยุธยา ตอนปลายที่ ไทยตัดสัมพันธ์กับชาติตะวันตก ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าอาหารไทยในสมัยอยุธยา ได้รับเอาวัฒนธรรมจากอาหารต่างชาติ โดยผ่านทางการมีสัมพันธไมตรีทั้งทางการทูตและทางการค้ากับประเทศต่างๆ และจากหลักฐานที่ปรากฏทางประวัติศาสตร์ว่าอาหารต่างชาติส่วนใหญ่แพร่หลายอยู่ในราชสำนัก ต่อมาจึงกระจายสู่ประชาชน และกลมกลืนกลายเป็นอาหารไทยไป ในที่สุด

 
·          สมัยธนบุรี

จากหลักฐานที่ปรากฏในหนังสือแม่ครัวหัวป่าก์ ซึ่งเป็นตำราการทำกับข้าวเล่มที่ 2 ของไทย ของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงษ์ พบความต่อเนื่องของวัฒนธรรมอาหารไทยจากกรุงสุโขทัยมาถึงสมัยอยุธย และสมัยกรุงธนบุรี และยังเชื่อว่าเส้นทางอาหารไทยคงจะเชื่อมจากกรุงธนบุรีไปยังสมัยรัตนโกสินทร์  โดยผ่านทางหน้าที่ราชการและสังคมเครือญาติ และอาหารไทยสมัยกรุงธนบุรีน่าจะคล้ายคลึงกับสมัยอยุธยา แต่ที่พิเศษเพิ่มเติมคือมีอาหารประจำชาติจีน [แก้] สมัยรัตนโกสินทร์ การศึกษาความเป็นมาของอาหารไทยในยุครัตนโกสินทร์นี้ได้จำแนกตามยุคสมัยที่ นักประวัติศาสตร์ได้กำหนดไว้ คือ ยุคที่ 1 ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 จนถึงรัชกาลที่ 3 และยุคที่ 2 ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 จนถึงรัชกาลปัจจุบัน ดังนี้

  สมัยรัตนโกสินทร์ ยุคที่ 1 (พ.ศ. 2325 – พ.ศ. 2394)                 

อาหารไทยในยุคนี้เป็นลักษณะเดียวกันกับสมัยธนบุรีแต่มีอาหารไทยเพิ่มขึ้นอีก 1 ประเภท คือ นอกจากมีอาหารคาวอาหารหวานแล้วยังมีอาหารว่างเพิ่มขึ้น ในช่วงนี้อาหารไทยได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมอาหารของประเทศจีนมากขึ้น และมีการปรับเปลี่ยนเป็นอาหารไทย ในที่สุด จากจดหมายความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี ที่กล่าวถึงเครื่องตั้งสำรับคาวหวานของพระสงฆ์ ในงานสมโภชน์พระพุทธมณีรัตนมหาปฏิมากร (พระแก้วมรกต) ได้แสดงให้เห็นว่ารายการอาหารนอกจากจะมีอาหารไทย เช่น ผัก น้ำพริก ปลาแห้ง หน่อไม้ผัด แล้วยังมีอาหารที่ปรุงด้วยเครื่องเทศแบบอิสลาม และมีอาหารจีนโดยสังเกตจากการใช้หมูเป็นส่วนประกอบ เนื่องจากหมูเป็นอาหารที่คนไทยไม่นิยม แต่คนจีนนิยม                                                                                                                                                    

บทพระราชนิพนธ์กาพย์เห่เรือชมเครื่องคาวหวานของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ ทรงกล่าวถึงอาหารคาวและอาหารหวานหลายชนิด ซึ่งได้สะท้อนภาพของอาหารไทยในราชสำนักที่ชัดเจนที่สุด ซึ่งแสดงให้เห็นลักษณะของอาหารไทยในราชสำนักที่มีการปรุงกลิ่น และรสอย่างประณีต และให้ความสำคัญของรสชาติอาหารมากเป็นพิเศษ และถือว่าเป็นยุคสมัยที่มีศิลปะการประกอบอาหารที่ค่อนข้างสมบูรณ์ที่สุด ทั้งรส กลิ่น สี และการตกแต่งให้สวยงามรวมทั้งมีการพัฒนาอาหารนานาชาติให้เป็นอาหารไทยจากบทพระราชนิพนธ์ทำให้ได้รายละเอียดที่เกี่ยวกับการแบ่งประเภทของอาหาร คาวหรือกับข้าวและอาหารว่าง                                                                                                                              

ส่วนทีเป็นอาหารคาวได้แก่ แกงชนิดต่างๆ เครื่องจิ้ม ยำต่างๆ สำหรับอาหารว่างส่วนใหญ่เป็นอาหารว่างคาว ได้แก่ หมูแนม ล่าเตียง หรุ่ม รังนก ส่วนอาหารหวานส่วนใหญ่เป็นอาหารที่ทำด้วยแป้งและไข่เป็นส่วนใหญ่ มีขนมที่มีลักษณะอบกรอบ เช่น ขนมผิง ขนมลำเจียก และมีขนมที่มีน้ำหวานและกะทิเจืออยู่ด้วย ได้แก่ ซ่าหริ่ม บัวลอย เป็นต้น                   

นอกจากนี้ วรรณคดีไทย เรื่องขุนช้างขุนแผน ซึ่งถือว่าเป็นวรรณคดีที่สะท้อนวิถีชีวิตของคนในยุคนั้นอย่างมากรวมทั้ง เรื่องอาหารการกินของชาวบ้าน พบว่ามีความนิยมขนมจีนน้ำยา และมีการกินข้าวเป็นอาหารหลัก ร่วมกับกับข้าวประเภทต่างๆ ได้แก่ แกง ต้ม ยำ และคั่ว อาหารมี ความหลากหลายมากขึ้นทั้งชนิดของอาหารคาว และอาหารหวาน

·         สมัยรัตนโกสินทร์ ยุคที่ 2 (พ.ศ. 2394 – ปัจจุบัน)

ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ประเทศไทยมีการพัฒนาอย่างมาก และมีการตั้งโรงพิมพ์แห่งแรกในประเทศไทย ดังนั้น ตำรับอาหารการกินของไทยเริ่มมีการบันทึกมากขึ้น โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 5 เช่นในบทพระราชนิพนธ์เรื่องไกลบ้าน จดหมายเหตุ เสด็จประพาสต้น เป็นต้น และยังมีบันทึกต่างๆ โดยผ่านการบอกเล่าสืบทอดทางเครือญาติ และบันทึกที่เป็นทางการอื่น ๆ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นลักษณะของอาหารไทย ที่มีความหลากหลายทั้งที่เป็น กับข้าวอาหารจานเดียว อาหารว่าง อาหารหวาน และอาหารนานาชาติ                                                                                                                                                            ทั้งที่เป็นวิธีปรุงของราชสำนัก และวิธีปรุงแบบชาวบ้านที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าอาหารไทยบางชนิดในปัจจุบันได้มีวิธีการปรุงหรือส่วน ประกอบของอาหารผิดเพี้ยนไปจากของดั้งเดิม จึงทำให้รสชาติของอาหารไม่ใช่ตำรับดั้งเดิม และขาดความประณีตที่น่าจะถือว่าเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของอาหาร ไทย

“อาหารไทย” ถือเป็นผลงานการสร้างสรรค์และแสดงถึงความเจริญทางวัฒนธรรมที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดอย่างหนึ่งของคนไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยมีเอกลักษณ์อยู่ที่ความประณีตในขั้นตอนการทำและการเลือกสรรวัตถุดิบมาดัดแปลงและปรุงรสชาติ สะท้อนให้เห็นเรื่องราวของสำรับ อาหารไทย ในแต่ละยุคแต่ละสมัย จากการเลือกใช้วัตถุดิบและการรับอาวัฒนธรรมจากต่างชาติ มาพัฒนาให้เป็นสูตรอาหารที่ถูกปากของคนไทยจนสืบต่อมารุ่นสู่รุ่นจนถึงยุคปัจจุบัน ส่วนวิธีการทำนั้นก็ไม่ยากสักเท่าไรเจ้าคะ แค่มีเพียงแค่ทำตามสูตรและเทคนิคที่ใช้เราสามารถเพิ่มเสน่ห์ปลายจวักได้จ้า

เมนูม้าฮ่อ เป็นอาหารว่างไทยโบราณที่ใช้ผลไม้รสเปรี้ยวจัด เช่น สัปปะรด ส้มเขียวหวาน ส้มโอ ส้มเช้ง ปอกเปลือกแบ่งเป็นชิ้น ๆ แล้วทับด้วยเครื่องคล้ายข้าวเกรียบปากหม้อหรือไส้สาคูไส้หมู เพียงแต่จะไม่ใส่หัวผักกาดแห้งหรือไชโป๊วแต่งหน้าด้วยพริกชีฟ้าซอยหรือจะเป็นผักชีก็ได้จ้า

เมนูแสร้งว่า จัดเป็นหนึ่งใน อาหารไทย ชาววังในประเภทยำหรือประเภทเครื่องจิ้ม โดยมีหน้าตาคล้าย ๆ กับพล่ากุ้ง แต่มักใช้กุ้งที่ย่างหรือลวกจนสุก ส่วนน้ำยำควรมีกลิ่นหอมของมะกรูดกับตะไคร้นำ บางสูตรสามารถใส่น้ำเคยกุ้งหรือกะปิเพิ่มความหอมได้จานนี้มักเสิร์ฟเครื่องเคียงคู่กับปลาดุกฟู

เมนูแกงลูกกล้วย เป็นแกงกะทิแบบชาวใต้ที่ใส่กล้วยเล็บมือนางหรือกล้วยน้ำวาดิบ และเพิ่มเนื้อสัตว์อย่างเนื้อไก่หรือเนื้อหมูลงไป ส่วนเครื่องแกงมีส่วนผสมของสมุนไพรจำพวกขมิ้นหรือข่า ตะไคร้ พริกขี้หนูแห้ง พริกไทยดำ และใบมะกรูด โดยบางตำรับตำราสามารถใส่ลูกผักชีคั่วหรือลูกจันทร์เพื่อเพิ่มความหอมถึงพริกถึงแกงได้เลยจ้า

เมนูหมูสร่ง เป็นจานที่ต้องใช้ความใจเย็นและมีความพิถีพิถันค่อนข้างมาก เพราะใช้เนื้อหมูสับบดละเอียด ปรุงรสด้วยเครื่องเทศเพิ่มความหอมได้ตามใจชอบ นำมาปั้นเป็นก้อนกลมขนาดประมาณหัวแม่โป้ง พันด้วยเสนหมี่ซั่วแล้วจึงทอดจนเส้นกรอบน่ารับประทาน

เมนูแกงรัญจวน เป็นแกงโบราณที่ขึ้นชื่อมาจากกลิ่นหอมรัญจวนของน้ำซุปที่ใส่น้ำพริกกะปิลงไปด้วยเพื่อเพิ่มความหอมและรสจัดจ้านทั้งเปรี้ยว เผ็ดและเค็มนิด ๆ สามารถใส่เนื้อวัวหรือเนื้อหมูต้มจนเนื้อเปื่อย พอตักใส่ชามเสร็จแต่งหน้าด้วยใบโหระพาหรือพริกชี้ฟ้าแดง

ต้นคูนหรืออ้อดิบ มักนำมาทำแกงเหลืองหรือแกงส้มใต้ โดยมีชื่อเรียกหลากหลายอาทิ แกงเหลืองฝักคูน แกงก้านคูน หรือแกงส้มอ้อดิบ เป็นแกงที่ใช้เครื่องแกงเหลือง ใส่เนื้อปลาทูหรือปลากะพง แกงกับก้านของต้นคูน เป็นแกงรสจัดตามฉบับอาหารใต้ สามารถนำมาใส่หน่อไม้ดองได้ หรือยอดมะพร้าว เติมกะปิหรือน้ำเคยกุ้งเพิ่มความกลมกล่อมตามเคล็ดลับและความชอบของแต่ละคน

เนื้อเค็มต้มกะปิ เป็น อาหารไทย พื้นบ้านที่หาทานยากที่สุด มักจะใช้เนื้อแดดเดียวหรือเนื้อเค็มต้มกับกะปิจนเข้าเนื้อและเปื่อยนุ่ม ปรุงให้มีรสชาติออกมาเปรี้ยว เค็มและหวาน ใส่ตะไคร้ ใบมะกรูด หอมแดงซอยหรือพริกขี้หนูเพิ่มความจัดจ้าน

ยำทวาย อาจจะหาทานกันได้ไม่ยากนักแต่เป็นยำไทยโบราณที่คนรุ่นใหม่มักไม่ค่อยรู้จักกันเท่าไร เป็นยำที่ออกรสเปรี้ยวหวานรสไม่จัด ราดน้ำยำคล้ายน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะหรือน้ำราดข้าวพระรามลงสรงโดยมีรสชาติที่ออกเปรี้ยวหวานนำ มีส่วนผสมหลายอย่าง ต้นผักบุ้งซอย ถั่วงอก ถั่วฝักยาว นำมาลวกในน้ำร้อนหรือหางกะทิ ผสมกับเนื้อไก่ฉีก ราดด้วยน้ำยำที่มีส่วนผสมของเนื้อปลาช่อนบดละเอียดและเครื่องเทศหลากหลายชนิดเช่นกัน เช่น พริกไทยเม็ด กระเทียม ข่าและรากผักชีแล้วจึงโรยด้วยหอมเจียวปิดท้าย

นี่คือเมนู อาหารไทย ที่หาทานยากมากในปัจจุบันน้อยมากที่ร้านในแต่ละร้านจะทำ อาหารไทยโบราณลองทำกันดูนะคะ

อาหารหลัก5หมู่ ทานยังไงให้สุขภาพดี

อาหารหลัก5หมู่ ทานยังไงให้สุขภาพดี

อาหารหลัก5หมู่ ทานยังไงให้สุขภาพดี – อาหารหลัก5หมู่ คือ อาหารที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันรวม 5 ชนิด โดยสารอาหารที่เหมือนกันจะถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่เดียวกัน และร่างกายของคนเราก็ต้องการสารอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ หรือ 5 ชนิด ในแต่ละวัน เพราะไม่มีอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งที่สามารถจะให้สารอาหารได้ครบทั้ง 5 หมู่ โดยเราสามารถแบ่งอาหารออกเป็นหมู่หลัก ๆ ได้ 5 หมู่ ได้แก่ หมู่ที่ 1 โปรตีน (เนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่ว) หมู่ที่ 2 คาร์โบไฮเดรต (ข้าว แป้ง น้ำตาล เผือก มัน)หมู่ที่ 3 เกลือแร่หรือแร่ธาตุ (พืชผัก) หมู่ที่ 4 วิตามิน (ผลไม้) หมู่ที่ 5 ไขมัน (ไขมันจากพืชและสัตว์)

คาร์โบไฮเดรต อาหารในกลุ่มนี้ได้แก่อาหารประเภทแป้งและธัญพืชทั้งหลายโดยเป็นกลุ่มอาหารหลักที่ให้พลังงาน รวมทั้งอาจมีแคลเซียม และวิตามินบี หากเป็นธัญพืชที่ผ่านการขัดสีน้อย เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ ก็จะยิ่งอุดมด้วยสารอาหารและเส้นใยอาหารที่ช่วยส่งเสริมระบบการย่อยอาหารให้มีสุขภาพดี 

โปรตีน เป็นอาหารประเภทเนื้อสัตว์ เนื้อปลา อาหารทะเล และไข่ รวมถึงพืชตระกูลถั่วทั้งหลาย เช่น ถั่วลิสง ถั่วเปลือกแข็ง ถั่วแดง ถั่วเหลือง อาหารเหล่านี้นอกจากจะเป็นแหล่งโปรตีนแล้วยังให้ธาตุเหล็ก แร่ธาตุ และวิตามินบางชนิดด้วยเช่นกัน โดยโปรตีนนั้นจะช่วยในการเจริญเติบโตและซ่อมแซมเนื้อเยื่อตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย รวมถึงการนำโปรตีนที่ได้รับมาเปลี่ยนเป็นสารสำคัญบางชนิดอย่างเช่น ฮีโมโกลบิน (Haemoglobin) เซลล์เม็ดเลือดแดงที่จะช่วยพาออกซิเจนจากปอดไปสู่เนื้อเยื่อตามร่างกาย และอะดรีนาลีน (Adrenalin) ที่มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นอัตราการเต้นและการทำงานของหัวใจ เพิ่มการไหลของเลือดไปสู่กล้ามเนื้อ และเพิ่มการตื่นตัว

ผักและผลไม้ ไม่ว่าจะเป็นผักผลไม้สด ๆ หรือผ่านกระบวนการแช่แข็งและบรรจุกระป๋อง ต่างก็ให้วิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมากที่จะส่งเสริมให้ร่างกายแข็งแรง ส่วนเส้นใยอาหารที่มีมากในผักผลไม้ยังช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานอย่างมีสุขภาพดี นอกจากนี้การรับประทานผักผลไม้มาก ๆ จะให้ความอิ่มจากเส้นใยอาหาร แต่มีแคลอรี่ต่ำ จึงช่วยในการควบคุมน้ำหนักได้ดี

นมและผลิตภัณฑ์จากนม ได้แก่ นม โยเกิร์ต ชีส และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ทำจากนม ซึ่งจะให้สารอาหารประเภทโปรตีน แคลเซียม รวมถึงวิตามินบางชนิด เช่น วิตามินบี 12 วิตามินเอ วิตามินดี ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง เพราะร่างกายจะสามารถดูดซึมแคลเซียมจากผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมได้อย่างง่ายดาย อาหารประเภทนี้จึงนับว่าเป็นอีกส่วนสำคัญที่ควรรับประทานให้ครบถ้วน แต่ก็ควรเลือกดื่มหรือรับประทานชนิดที่ปราศจากไขมันหรือมีไขมันต่ำด้วย

เพื่อสุขภาพที่ดีจึงควรลดการใช้น้ำตาล น้ำเชื่อม หรือน้ำผึ้งปรุงแต่งอาหารเพิ่มเติม โดยการรับประทานน้ำตาลจากแหล่งธรรมชาติอย่างนมหรือผักผลไม้นั้นเพียงพออยู่แล้ว นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงไขมันชนิดอิ่มตัวซึ่งเป็นไขมันไม่ดีที่มักพบได้จากสัตว์ เช่น เนื้อวัว หมู เป็ด ไก่ และผลิตภัณฑ์จากนมที่มีไขมันเต็มส่วน ควรมองหาไขมันชนิดดีจากพืชผัก ถั่ว เนยถั่ว น้ำมันมะกอก น้ำมันดอกทานตะวัน หรืออะโวคาโด ซึ่งจะประกอบด้วยกรดไขมันที่จำเป็นและวิตามินอี และจำกัดปริมาณการใช้แต่เล็กน้อยก็เพียงพอ อีกทั้งลดการใช้น้ำมันพืชที่ผ่านการเติมไฮโดรเจนเพื่อชะลอการหืน เพราะอาจทำให้เกิดไขมันชนิดไม่ดีและส่งผลเสียต่อสุขภาพได้

นอกจากปริมาณและสารอาหารครบถ้วนที่ได้รับจาก อาหารหลัก 5 หมู่ แล้ว การเลือกสรรอาหารที่ดีและมีประโยชน์ที่สุดก็สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน รับประทานอาหารที่มีไขมันหรือน้ำตาลสูงแต่น้อย ไม่รับประทานหนังหรือไขมันของสัตว์ และใช้กระบวนการทำให้สุกด้วยการอบ ปิ้ง หรือย่าง หากต้องใช้น้ำมันควรเลือกน้ำมันจากไขมันไม่อิ่มตัว พยายามลดปริมาณโซเดียมหรือเกลือจากอาหาร โดยปริมาณเกลือที่ควรได้รับนั้นอาจพบได้จากในอาหารคิดเป็น 3 ใน 4 ส่วน ส่วนที่เหลือก็คือเกลือที่ใช้ปรุงรสอาหารเพิ่มเติม ซึ่งหากได้รับเกลือมากไปจะส่งผลให้มีระดับความดันโลหิตเพิ่มสูง เสี่ยงต่อโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองตามมาได้ ทางที่ดีจึงควรจำกัดด้วยการใช้เกลือปรุงอาหารเพียงเล็กน้อย อ่านฉลากโภชนาการเพื่อหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์อาหารที่มีโซเดียมสูง ได้แก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ถั่วอบเกลือ และขนมกรุบกรอบต่าง ๆ ดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว โดยนับรวมได้ทั้งน้ำเปล่า นมไขมันต่ำ และเครื่องดื่ม ชา กาแฟที่ไม่มีน้ำตาล ส่วนน้ำผลไม้หรือเครื่องดื่มโยเกิร์ตผลไม้ควรรับประทานไม่เกินวันละ 150 มิลลิลิตร เพราะอาจทำให้ฟันผุและมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นได้

อาหารคลีน เหมาะกับทุกเพศทุกวัย

อาหารคลีน เหมาะกับทุกเพศทุกวัย

อาหารคลีน

อาหารคลีนเหมาะกับทุกเพศทุกวัย –ในปัจจุบัน คนรุ่นใหม่เริ่มหันมาใส่ใจในเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของอาหารการกิน จึงมีกระแสการกินอาหารเพื่อสุขภาพเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งหลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “อาหารคลีน” ซึ่งเป็นลักษณะการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพรูปแบบหนึ่ง ที่ส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกาย ซึ่งกำลังได้รับความนิยมจากผู้คนในปัจจุบันเป็นจำนวนมาก

อาหารคลีน (Clean Food) หรือที่คนส่วนใหญ่เรียกกันว่า กินคลีน (Eat Clean, Clean Eating) คือ การทานอาหารที่สด สะอาด โดยเน้นการทานอาหารแบบธรรมชาติไม่ผ่านการปรุงแต่ง และขัดสีด้วยสารเคมีต่างๆ หรือกระบวนการหมักดอง รวมถึงอาหารขยะ และอาหารสำเร็จรูปที่มีแป้ง ผงชูรส และโซเดียมในปริมาณสูง หรืออาจพูดให้เข้าใจได้ง่ายว่า การทานอาหารคลีนนั้นเป็นการกินอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ โดยทานอาหารอย่างพอเพียงครบสัดส่วนทั้ง 5 หมู่ และอาหารเหล่านั้นต้องไม่มีสารปนเปื้อนนั่นเอง ซึ่งอาหารคลีนนั้นอาจผ่านการปรุงแต่งบ้างเล็กน้อย หรืออาจจะไม่ผ่านการปรุงแต่งเลยก็เป็นได้ เช่นใช้เกลือในการปรุงรสเพียงเล็กน้อยแทนน้ำปลา หรืออาจจะเป็นซีอิ๊วขาวชนิดที่ไม่มีผงชูรสเจือปน และจะไม่ใช้ผงชูรสในการปรุงอาหาร เป็นต้น

อาหารคลีนเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกของคนอยากผอม เพราะนอกจากจะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพแล้ว ยังช่วยลดน้ำหนักได้อีกด้วย ซึ่งถ้าเลือกรับประทานอาหารคลีนในปริมาณที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการ ออกกำลังกายไปด้วย นอกจากจะช่วยลดน้ำหนักแล้ว ยังช่วยให้สุขภาพดีอีกด้วย นอกจากนี้อาหารคลีนยังเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยใยอาหาร ซึ่งเป็นสารที่พบมากในธัญพืขที่ไม่ผ่านการขัดสี โดยมีส่วนช่วยให้ระบบขับถ่ายสามารถทำงานได้ดีนั่นเองเรามีเมนูแนะนำกันนะคะวันนี้

เมนูขนมปังทูน่าเป็นเมนูประยุกต์ที่มีความเก๋ไก๋ แต่ไม่หายไปซึ่งรสชาติที่ดี มีความมันของไข่และทูน่าเข้ากันอย่างมาก เสิร์ฟพร้อมกับเสาวรสสด 1 ลูก ส่วนผสมก็ประกอบไปด้วย ไข่แดง 1 ฟอง ไข่ขาว 2 ฟอง (ว่ากันว่า เราสามารถรับประทานไข่ขาวได้ถึงวันละ 5 ฟองเชียวนะ แต่เน้นว่าไข่ขาวอย่างเดียวเท่านั้น ส่วนไข่แดงอย่างมากที่สุดวันละ 1 ฟองก็เพียงพอแล้ว) ต่อด้วยขนมปังโฮลวีท 2 แผ่น ทูน่าในน้ำแร่ ผักสดก็เลือกเอาตามใจชอบ ส่วนวิธีทำก็เอามาประกอบร่างกัน เพียงเท่านี้ก็ได้อาหารคลีน 1 อย่างที่ไม่ต้องปรุงรสเติมชาติให้จัด ก็อร่อยได้เหมือนกัน แถมดีต่อสุขภาพด้วย

ข้าวกล้องไข่ทูน่า บอกเลยว่าเมนูนี้เป็นอะไรที่คลีนมากๆ ประกอบด้วยไข่ ทูน่า เสิร์ฟพร้อมผักสดที่เราชอบ กินคู่กับข้าวไรซ์เบอรี่ร้อนๆ เพียงเท่านี้ก็อร่อยได้แบบคลีนๆ แล้ว

เมนูก๋วยเตี๋ยวหมี่ข้าวกล้องต้มยำแห้ง  เมนูก๋วยเตี๋ยวที่เราชื่นชอบกันบ้างดีกว่า บอกไว้ก่อนเลยว่าเมนูนี้อาจจะไม่คลีน 100% แต่รับรองได้ว่าแคลอรี่ไม่สูงเท่ากับก๋วยเตี๋ยวทั่วๆ ไปอย่างแน่นอน ส่วนผสมก็หาได้ไม่ยาก ประกอบไปด้วย เส้นหมี่ข้าวกล้อง ถั่วฝักยาว ผักลวกแล้วแต่ตามชอบ ลูกชิ้นอกไก่ หรืออาจใส่เป็นอกไก่รวนกับน้ำสต๊อกก็ได้ จากนั้นใส่เครื่องปรุงเล็กน้อยเพื่อให้เกิดรสชาติ คราวนี้ก็พร้อมที่จะอิ่มอร่อยไปกับเมนูอาหารคลีนเมนูนี้แล้ว  

เมนูนมจืดใส่แอลมอน อโวคาโด งาดำ ขอแทรกกันด้วยเมนูอาหารเช้าง่ายๆ กันหน่อย คล้ายๆ กับซีเรียลที่เราชอบกินกัน เพียงแต่จะขอเปลี่ยนวัตถุดิบจากซีเรียลเป็นผลไม้และธัญพืชเคี้ยวได้ กรุบๆ มันๆ อย่างอะโวคาโด เมล็ดแอลมอน งาดำ และอื่นๆ ตามใจชอบ เสร็จแล้วก็เทนมลง ผสมให้เข้ากัน พร้อมที่จะมีสุขภาพที่ดีในตอนเช้ากับเมนูคลีนๆ เมนูนี้แล้ว

ข้าวคลุกอโวคาโด สับปะรด อกไก่ เมนูนี้ทำได้ง่ายๆ อีกแล้ว เพียงนำส่วนผสมทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นข้าว อะโวคาโด สับปะรด อกไก่ รวมถึงผักตามใจชอบมาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นนำเข้าไมโครเวฟประมาณ 2 – 3 นาที เมื่อสุกได้ทีแล้วก็นำออกจากเตาอบ บีบมะนาวเพิ่มเข้าไปสัก 1 ซีกเพื่อเพิ่มรสชาติ เป็นอีกหนึ่งเมนูอาหารคลีนเพื่อสุขภาพที่ใครก็อยากจะลิ้มลอง